
ผู้ว่าฯ "เฟด" เขย่าโลก เอเชียเฮรับ "คิวอี" ลากยาว
พลันที่ “ลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส” อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐ ประกาศถอนตัวจากการลงชิงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
พลันที่ “ลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส” อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐ ประกาศถอนตัวจากการลงชิงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนต่อไปอย่างเป็นทางการ ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ขานรับด้วยความดีใจสุดขีด โดยเฉพาะตลาดในฝั่งเอเชีย ดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดฮ่องกง ทะยานขึ้นไปปิดบวกเกือบ 1.5% แตะระดับสูงสุดในรอบ 17 สัปดาห์
การที่ซัมเมอร์สประกาศถอนตัวจากการชิงตำแหน่งนั้น อาจเท่ากับเป็นสัญญาณบ่งชี้ให้ทั่วโลกได้รับรู้อนาคตที่จะตามมา 3 เรื่องหลักๆ ด้วยกัน
ประการแรกนั้น ผู้ว่าการคนต่อไปน่าจะเป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ 100 ปีของเฟดที่ชื่อว่า “เจเน็ต เยลเลน”
ประการต่อมาคือ ทิศทางของเฟดในอีก 4 ปีต่อจากนี้ น่าจะ “ไม่แตกต่าง” มากนักจากในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา เพราะเยลเลนซึ่งเป็นตัวเต็งจ๋าที่สุดในวันนี้ มีนโยบายสายพิราบแบบเดียวกับ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการคนปัจจุบันที่กำลังจะหมดวาระในเดือน ม.ค. 2557
ประการสุดท้ายก็คือ เรื่องนี้จะเป็น “ข่าวดี” สำหรับเอเชียและบรรดากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างแน่นอน
ก่อนอื่นนั้น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ตัวเก็งตำแหน่งผู้ว่าการเฟดคนต่อไป มีรายชื่อนำลิ่วมา 2 คน คือ ซัมเมอร์ส วัย 58 ปี ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าทีมที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้กับประธานาธิบดี บารัก โอบามา และอีกคนก็คือ เยลเลน วัย 67 ปี ซึ่งเป็นลูกหม้อรองประธานเฟดในปัจจุบัน โดยที่มีชื่อของ “โดนัลด์ คอห์น” อดีตรองประธานเฟด วัย 70 ปี มีคะแนนตามมาอยู่ห่างๆ
แม้ประธานาธิบดีโอบามาจะมีแนวโน้มให้การสนับสนุนพร้อมทั้งออกโรงปกป้องซัมเมอร์สมากที่สุด เพราะเชื่อในฝีมือและความเก๋าของที่ปรึกษารายนี้ ซึ่งเคยเป็นถึงอดีตขุนคลังในสมัยประธานาธิบดี บิล คลินตัน ทว่าฝีปากที่จัดจ้านของซัมเมอร์สก็ได้สร้างศัตรูมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
โดยเฉพาะการกล่าวถึงผู้หญิงว่าความแตกต่างทางกรรมพันธุ์ระหว่างผู้ชายและผู้หญิงนั้น อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงประสบความสำเร็จในแวดวงคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์น้อยกว่าผู้ชาย ซึ่งคำพูดนี้ทำให้ซัมเมอร์สต้องกระเด็นจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มาแล้วในปี 2006 และยังกลายมาเป็นหนามตำใจในศึกชิงตำแหน่งหัวเรือใหญ่เฟดในวันนี้อีกด้วย
ขณะเดียวกัน นโยบายของนักเศรษฐศาสตร์สายเหยี่ยวรายนี้ก็ไม่เป็นที่โปรดปรานของสมาชิกพรรคเดโมแครตหลายคน โดยเฉพาะการ “หย่อน” ให้กับฝ่ายตลาดทุนในวอลสตรีทมากเกินไป จนอาจเรียกได้ว่าศึกชิงตำแหน่งผู้ว่าการเฟดกำลังทำให้เกิดการแตกแยกภายในพรรคเดโมแครตอย่างน่ากังวลเพราะพรรคยังต้องต่อสู้กับฝ่ายค้านที่กุมเสียงในสภาล่างอีกยาว โดยเฉพาะการผ่านกฎหมายขยายเพดานหนี้สหรัฐที่ยืดเยื้อ
ชื่อของ เยลเลน ซึ่งเป็นอดีตที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจสมัยคลินตัน และอดีตผู้ว่าการเฟดสาขาซานฟรานซิสโก จึงเป็นทางเลือกที่ดูจะปลอดภัยมากที่สุดในเวลานี้ ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำกว่า 350 คน ก็เพิ่งยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดีโอบามา เพื่อเรียกร้องให้เสนอชื่อเยลเลนเป็นผู้ว่าการเฟดคนต่อไป
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการได้ผู้หญิงเป็นหัวเรือใหญ่ของเฟดคนแรกในรอบ 100 ปีนั้น ไม่ได้บ่งชี้ถึงความแตกต่างจากยุคการครองอำนาจของผู้ชายตลอดช่วงที่ผ่านๆ มาแต่อย่างใด
ตรงกันข้าม นโยบายภายใต้การนำของเยลเลนอาจไม่แตกต่างอะไรกับยุคของเบอร์แนนคี เพราะเยลเลนนั้นนับเป็นผู้สนับสนุนและวางโครงสร้างคนสำคัญในบรรดานโยบายต่างๆ ของยุคเบอร์แนนคี ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะนโยบายผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ที่อัดฉีดเงินซื้อคืนพันธบัตรเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
แม้ซัมเมอร์สจะหนุนกฎระเบียบที่ผ่อนคลายให้กับวอลสตรีท แต่สำหรับเรื่องคิวอีแล้ว ซัมเมอร์สกลับไม่สนับสนุนแผนการนี้ และมีแนวโน้มที่จะเดินเครื่องชะลอและยกเลิกนโยบายคิวอีตามมาโดยเร็ว ตรงกันข้ามกับเยลเลน ที่แทบจะเป็นเหมือนผู้ออกโรงหนุนและทำคลอดคิวอีมา นอกเหนือไปจากการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ 00.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐหลังผ่านวิกฤตการณ์ภาคการเงินในปี 2551
ตำแหน่งประธานเฟดของเยลเลน จึงสามารถการันตีให้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกวางใจได้ระดับหนึ่งว่า แม้เฟดจะลดปริมาณการอัดฉีดลงระดับหนึ่งภายในเดือนนี้หรือปลายปีนี้ แต่เฟดจะไม่ยุติการใช้คิวอีโดยเร็วอย่างแน่นอน เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวที่มากพอ และยังมีระดับการว่างงานถึง 7.5% จากที่ตั้งเป้าไว้ที่ระดับต่ำกว่า 6.5%
เท่ากับวิกฤตการณ์ทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ อาจชะลอความรุนแรงลงพอที่จะซื้อเวลาให้หลายประเทศ เช่น อินเดีย และอินโดนีเซีย ได้ดำเนินมาตรการรับมือและปฏิรูปมากพอสำหรับการถอนทุนออกที่รุนแรงกว่านี้ในอนาคต
“สัญญาณครั้งนี้บ่งชี้ว่า จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับหัวเรือใหญ่ของเฟด ทิศทางที่เบอร์แนนคีเคยวางมาจะยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพราะหมายเลข 2 กำลังจะรับช่วงแทน หากจะมีอะไรที่เปลี่ยนไปก็คงเป็นเยลเลนที่มีแนวคิดหนุนการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจมากกว่าเบอร์แนนคีเท่านั้น” คริส รัปคีย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์การเงินของธนาคารมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ในนิวยอร์ก ให้ความเห็นกับบลูมเบิร์ก
อย่างไรก็ตาม นโยบายการเงินสหรัฐภายใต้การนำของเยลเลนก็ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยงแต่อย่างใด
สส.พรรครีพับลิกันและผู้ที่คัดค้านหลายคนโจมตีเยลเลนว่า การใช้นโยบายผ่อนปรนทางการเงินมากและนานเกินไปนั้น อาจทำให้สหรัฐต้องเสี่ยงกับภาวะฟองสบู่สินทรัพย์ทั้งในแง่ของตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ และยังเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อตามมาอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ก.ค. ได้ดีดตัวขึ้นมาถึงระดับ 2% หรือใกล้แตะเป้า 2.5% ที่เบอร์แนนคีเคยตั้งเป้าไว้ว่าจะเป็นระดับที่ทำให้ยกเลิกนโยบายดอกเบี้ยซูเปอร์โลว์มาแล้ว
ทว่า อย่างน้อยที่สุดชื่อของเยลเลนที่เป็นตัวเก็งเพียงหนึ่งเดียวในเวลานี้ ก็ช่วยให้ได้รู้ถึงทิศทางนโยบายของสหรัฐที่จะ “ต่อเนื่อง” ออกไปอีกพักใหญ่ และทำให้โลกได้มีเวลาเตรียมตัวหายใจหายคอมากขึ้นกว่าเดิม







