
7ปีรัฐประหารรัฐบาลดึงไทยไม่พ้นตม
ความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองไทยที่ผ่านสายตาตลอด 7 ปีหลังปฏิวัติ 19 กันยาฯ 2549 ทำให้เสียงส่วนใหญ่ในสังคมเห็นพ้องว่าเครื่องมือที่เรียกว่า “รัฐประหาร”
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
ความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองไทยที่ผ่านสายตาตลอด 7 ปีหลังปฏิวัติ 19 กันยาฯ 2549 ทำให้เสียงส่วนใหญ่ในสังคมเห็นพ้องว่าเครื่องมือที่เรียกว่า “รัฐประหาร” มีคุณสมบัติไม่ต่างกับ “น้ำมัน” ที่ไม่ควรหยิบขึ้นมารดราด หากหวังจะดับไฟความขัดแย้งทางการเมือง
ผลพวงการรัฐประหารไม่เพียงนำมาสู่การตอกย้ำว่าเครื่องมือชนิดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของวงจร ปฏิวัติประท้วงนองเลือดยุบสภาเลือกตั้ง ซึ่งบทเรียนสำคัญที่เกิดขึ้นในชาติอาหรับล้วนย้ำชัดถึงวังวนนี้ แต่ 7 ปีที่ผ่านมาการรัฐประหารยังถูกท้าทายจากสังคมไทยอย่างต่อเนื่องว่า รัฐประหารไม่ใช่เครื่องมือนำไปสู่การหาทางออกของประเทศอีกต่อไป
เพราะเหตุผลหลักที่มักอ้างว่า “ปฏิวัติเพื่อขจัดคอร์รัปชั่น” นั้นไร้น้ำหนักอย่างสิ้นเชิงฐิติพล ภักดีวานิช นักวิชาการรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เคยหยิบยกผลสำรวจความชี้วัดความโปร่งใสของ Transparency International ชี้ว่าตั้งแต่ปี 2537-2554 ความโปร่งใสของไทยไต่ระดับประมาณ 34% เรื่อยมา ที่สำคัญไม่มีตัวชี้วัดใดระบุว่าหลังการปฏิวัติจะทำให้ประเทศไทยปลอดการทุจริต และการแทรกแซงทางการเมืองของทหารไม่ได้ทำให้กระบวนการตรวจสอบรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สอดคล้องกับ ผาสุก พงษ์ไพจิตร นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่า จากการศึกษาพบว่า ระบบเลือกตั้งเปิดโอกาสให้จำกัดหรือกำจัดคอร์รัปชั่นได้ดีกว่าระบบแต่งตั้ง และไม่ใช่ว่ารัฐบาลที่มาจากรัฐประหารหรือการแต่งตั้งจะไม่คอร์รัปชั่น เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยชี้ว่ามีนักการเมืองถูกลงโทษในคดีคอร์รัปชั่นภายใต้รัฐบาลเลือกตั้งมากกว่าระบอบเผด็จการ
นอกจากท่องคาถาคอร์รัปชั่นสร้างความชอบธรรมให้การรัฐประหารแล้ว ข้ออ้างที่ว่าเพื่อต้องการกำราบ “พฤติกรรมเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ผลที่ได้กลับปรากฏตรงกันข้าม เเละสวนทางกับเจตนารมณ์ของคณะปฏิวัติ เพราะสถิติจากสำนักงานศาลยุติธรรมชี้ว่าก่อนรัฐประหารมีจำนวนคดีหมิ่นฯ เข้าสู่ศาลชั้นต้นปีละไม่ถึง 5 คดี แต่พบว่าจำนวนไต่ระดับเพิ่มสูงขึ้นหลังการปฏิวัติในปี 2550 สูงเป็น 150 กระทง และสูงขึ้นเป็น 478 กระทงในปี 2553 สะท้อนว่าหลังการปฏิวัติต่างมีการนำสถาบันมาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมืองสูงขึ้น
ต้องยอมรับว่ากระสุนของกองทัพที่เคยทรงประสิทธิภาพในการแทรกแซงการเมืองไทย มายุคนี้กลับกลายเป็น “กระสุนด้าน” และส่งผลตีกลับในหลายมิติ และเมื่อผนวกกับเสียงขานรับในระบบหีบเลือกตั้งจากประชาชนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เป็นเรื่องยากหากจะปลุกการปฏิวัติขึ้นมาอีกครั้ง และยิ่งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ยังคงยุทธศาสตร์ 2 ขากับกลุ่มคนเสื้อแดง ยิ่งปิดโอกาสให้การรัฐประหารเกิดขึ้นยากหลายเท่าตัว
โฉมหน้าการเมืองที่เปลี่ยนไป ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาวุธต้านของพรรคเพื่อไทยทั้งการรัฐประหาร พรรคฝ่ายค้าน และม็อบนอกสภา กำลังอ่อนกำลังลงจากขั้วอำนาจทางการเมืองที่เปลี่ยนไป แต่นับเป็นโจทย์ใหญ่ของพรรคเพื่อไทยว่าจะใช้โอกาสนี้เอาจริงกับการปฏิรูปสังคมที่ผูกโยงกับการเมืองไทยหรือไม่ ไม่ให้ประเทศไทยวกวนจมปลักเหมือนช่วงระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา
โดยเฉพาะ 2 เวทีสำคัญ คือ “สภาปฏิรูป” และ “รัฐสภา” ที่รัฐบาลเพื่อไทยมีบทบาทสำคัญทั้งสองสภา แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณการเอาจริงเอาจัง โดยเฉพาะสภาปฏิรูปที่เล่นปาหี่การเมืองรายวัน โฟกัสผู้เล่นในสนามอยู่เพียงแค่การเดินสายพบปะแกนนำของชนชั้นนำทางการเมืองเท่านั้น
ขณะเดียวกันเวทีรัฐสภาที่เพื่อไทยครองเสียงจำนวนมาก กำลังเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา สว. แม้ทางหนึ่งอ้างว่าต้องการยึดโยงกับประชาชน โดยการล้างระบบสรรหา เปลี่ยนที่มาให้มาจากการเลือกตั้ง 200 คน แต่การปลดล็อกให้ผู้ที่ลาออกจากพรรคการเมืองสามารถลงสมัคร สว.ได้ทันที ไม่มีเว้นวรรคและเปิดให้บุพการี คู่สมรส และบุตรของ สส.ลงสมัครได้ หนีไม่พ้นการโจมตีว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมสยายปีกรุกคืบสภาสูง
ทั้งนี้ อย่าลืมว่าเหตุผลอีกประการของการปฏิวัติปี 2549 คือ การแทรกแซงองค์กรอิสระ ผ่านการรุกคืบวุฒิสภาที่มีอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง ดังนั้นหากพรรคเพื่อไทยยังก้าวไม่พ้นเงาเดิมที่นักการเมืองเคยอาศัยรัฐธรรมนูญ 2540 ปีนบันไดให้พรรคไทยรักไทยคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เพื่อไทยก็จะฉุดการเมืองไทยจมดิ่งสู่ปลักตมไม่ต่างอะไรกับช่วงเวลาก่อนยึดอำนาจ
แน่นอนว่ารัฐประหารเป็นการทำลายอำนาจอธิปไตยของประชาชนย่อมขัดต่อหลักนิติรัฐนิติธรรม เเละทำลายสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทย ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น แต่ขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยต้องถอดบทเรียนสมัยไทยรักไทย โดยการเดินหน้าฟื้นฟูประชาธิปไตยและปลดล็อกปัญหาความเหลื่อมล้ำให้ประชาชนให้สมกับที่อ้างว่าเป็นรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่อ้างหลักการประชาธิปไตย แต่ใช้กำลังภายในแทรกแซงทะลุทะลวงจนหลักการที่ชอบธรรมถูกทำลายไปพร้อมกับพรรคเพื่อไทยด้วย







