
สหรัฐอเมริกากับอุปสรรคถล่มซีเรีย (ตอนที่ 1)
ข่าวใหญ่ปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้แก่ การเฝ้าจับตามองว่าสหรัฐจะเริ่มปฏิบัติการด้วยกองกำลังทางทหารบุกถล่มซีเรียเมื่อไร และเหตุการณ์การโจมตีรอบใหม่จะกลายเป็นมหากาพย์ยืดยาวเหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิรักและอัฟกานิสถานเมื่อปี ค.ศ. 2001 และ ค.ศ. 2003 หรือไม่
ข่าวใหญ่ปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้แก่ การเฝ้าจับตามองว่าสหรัฐจะเริ่มปฏิบัติการด้วยกองกำลังทางทหารบุกถล่มซีเรียเมื่อไร และเหตุการณ์การโจมตีรอบใหม่จะกลายเป็นมหากาพย์ยืดยาวเหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิรักและอัฟกานิสถานเมื่อปี ค.ศ. 2001 และ ค.ศ. 2003 หรือไม่
สาเหตุที่ประชาชนทั่วโลกให้ความสนใจเนื่องจากว่า ผลกระทบของสงครามรอบใหม่ที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดแบบในกรอบเวลาอันจำกัดหรือไม่จำกัดก็ตาม ย่อมจะหมายถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทางเศรษฐกิจ ซึ่งในสภาพความเป็นจริง เศรษฐกิจปัจจุบันยังคงอยู่ในสภาวะง่อนแง่น และยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์เศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งจีนก็ตาม
ถามว่าสหรัฐอเมริกามีสิทธิที่จะประกาศสงครามได้ด้วยตนเองต่อซีเรียหรือไม่ คำตอบก็คือ ประธานาธิบดี บารัก โอบามา มีอำนาจในฐานะประธานาธิบดีที่จะประกาศสงครามกับซีเรียได้ แต่ว่าการกระทำดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาจากทั้งตัวโอบามาเองและทีมงานที่ปรึกษาประธานาธิบดี เนื่องจากเคยมีตัวอย่างเกิดขึ้นมาแล้วสมัยประธานาธิบดี จอร์จ บุช ผู้พ่อ ที่ลุยถั่วทำสงครามแบบไม่ฟังเสียงประเทศใดๆ ในโลก หรือแม้กระทั่งองค์การสหประชาชาติ
กลยุทธ์ที่โอบามาใช้และพยายามสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเองในการที่จะใช้กำลังทหารถล่มซีเรีย ได้แก่ การกล่าวหาพร้อมยืนยันด้วยหลักฐานว่ารัฐบาลของนายอัสซาดในปัจจุบัน ออกปฏิบัติการใช้อาวุธเคมีเข้าทำลายล้างผู้คนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง บริเวณชานเมืองหลวงหรือนครดามัสกัส ของซีเรีย เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา จนทำให้ลูกเด็กเล็กแดงเสียชีวิตและพิกลพิการไปเกือบ 1,000 คน
นอกจากนั้น ยังกล่าวหารัฐบาลซีเรียอีกว่าเป็นประเทศที่กำลังสะสมอาวุธเคมีไว้ในคลังอาวุธเป็นจำนวนมาก เพื่อพร้อมทำสงครามกับเหล่าประเทศศัตรู ซึ่งถ้าปล่อยไว้จะทำให้เกิดการสั่นคลอนความมั่นคงของโลก และสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นเสมือนหนึ่งผู้พิทักษ์โลกย่อมจะไม่สามารถยอมให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นได้
กลยุทธ์ที่สองที่โอบามาใช้ได้แก่ การใช้การปฏิบัติการทางการทูตผ่านทางรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งถ้าจะประเมินภาพรวมก็จะเห็นว่ามีหลายประเทศที่ถูกสหรัฐอเมริกาล็อบบี้ให้สนับสนุนการทำสงครามต่อซีเรีย โดยมีประเทศพันธมิตรใหญ่ๆ หลายประเทศในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดิอาระเบีย ให้การสนับสนุน ส่วนในยุโรปก็ได้ประเทศฝรั่งเศสให้การสนับสนุน แม้ว่าจะผิดหวังจากประเทศอังกฤษก็ตาม รวมทั้งอีกหลายประเทศในเอเชียที่ให้การสนับสนุนสหรัฐอเมริกา
กลยุทธ์ที่สาม โอบามาพยายามล็อบบี้สภาคองเกรสให้อนุมัติการปฏิบัติการโจมตีซีเรีย ซึ่งถ้ามองในภาพรวมแล้วก็น่าเป็นห่วง เนื่องจากมีแนวโน้มว่าสมาชิกสภาคองเกรสทั้งสองสภาจะไม่โหวตให้โอบามาสามารถปฏิบัติการทางทหารต่อซีเรียได้
และกลยุทธ์ที่ 4 ได้แก่ การใช้เวทีองค์การสหประชาชาติเป็นเครื่องมือ แต่โอบามาก็ต้องเผชิญกับการต่อต้านจากมหามิตรของซีเรียอย่างรัสเซียและจีนอีกจนไม่สามารถทำอะไรตามอำเภอใจได้
สัปดาห์หน้ามาติดตามกันต่อครับว่า ปัญหาหลักๆ และอุปสรรคที่ทำให้โอบามาไม่สามารถเดินหน้าถล่มซีเรียได้ตามต้องการโดยเร็วที่สุด ได้แก่อุปสรรคเรื่องใดกันบ้าง







