
สว.จวก"นิคม"ท้าอำนาจศาลรธน.
สว.รุมสวด“นิคม”ท้าอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ยันศาลมีอำนาจวินิจฉัยม.68 เพื่อถ่วงดุลตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติ
สว.รุมสวด“นิคม”ท้าอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ยันศาลมีอำนาจวินิจฉัยม.68 เพื่อถ่วงดุลตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติ
การประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 8 สมัยสามัญทั่วไป ที่มีนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายประสาร มฤคพิทักษ์ สว.สรรหา ได้หารือว่า จากการให้สัมภาษณ์ของประธานวุฒิสภาเกี่ยวกับการให้ความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญ หากมีคำสั่งออกมาให้รัฐสภาระงับการลงมติในวาระ 3 ออกไปก่อนก็จะประสานงานให้ประธานรัฐสภาเปิดประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อยืนยันสิทธิ์ในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป
ทั้งนี้ คิดว่าตรงนี้เป็นปัญหาที่จะต้องทบทวนว่า ในฐานะประธานเป็นองค์กรนิติบัญญัติ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มีอำนาจรองรับไว้ชัดเจน ถือว่าท่านท้ารบกับศาลรัฐธรรมนูญ หมายความว่าต่อไปนี้จะไม่ยอมรับ ซึ่งความจริงประธานได้ลงชื่อร่วมกับสส.และสว.จำนวน 312 คน ไม่ยอมรับคำร้องตามมาตรา 68 แล้ว และครั้งนี้ก็เป็นอีกปรากฎการณ์หนึ่ง
“หากเป็นอย่างนี้ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน ก็ไม่ยอมรับหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมา รวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ที่จะมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ก็จะไม่ยอมรับใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นมีโอกาสที่จะทำให้เกิดปัญหาไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการทำหน้าที่อย่างสง่างาม และสมศักดิ์ศรี จึงขอให้ทบทวนด้วย”นายประสาร กล่าว
นายคำนูญ สิทธิสมาน สว.สรรหา กล่าวว่า การที่ประธานวุฒิสภาบอกว่าอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจตุลาการไม่ควรก้าวก่ายกัน และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของรัฐสภา รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเห็นด้วยครึ่งหนึ่ง เพราะในมาตรา 68 เป็นบทบัญญัติซึ่งคู่กับมาตรา 69 ที่มีขึ้นเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และควรอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่18-22/2555 วันที่ 13 ก.ค. 55 โดยเฉพาะข้อความสำคัญในหน้า 23 ที่กล่าวว่า “เห็นว่าอำนาจในการก่อตั้งองค์กรสูงสุดทางการเมือง หรืออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของประชาชนที่มาโดยตรงในการให้กำเนิดรัฐธรรมนูญ
โดยถือว่าอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญที่ก่อตั้งระบบกฎหมาย และองค์กรทั้งหลายในการใช้อำนาจทางการเมืองการปกครอง เมื่อองค์กรที่ถูกจัดตั้งมีเพียงอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ และอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้องค์กรนั้นใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายมาจากรัฐธรรมนูญนั่นเองกลับไปแก้รัฐธรรมนูญนั้นเหมือนการใช้อำนาจแก้กฎหมายธรรมดา”
ซึ่งเป็นการกล่าวถึงการอำนาจก่อตั้งองค์กรทางการเมือง หรืออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญขึ้นในครั้งแรก สมัยรัชกาลที่ 5 เคยใช้คำว่าอำนาจตั้งแผ่นดิน เป็นอำนาจที่อยู่เหนืออำนาจนิติบัญญัติและอำนาจตุลาการ รัฐสภาจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราอย่างไรก็ได้ แต่ต้องไม่ไปทำลายหลักการสำคัญที่สถาปนารัฐธรรมนูญ หรืออำนาจตั้งแผ่นดินวางไว้ มาตรา 68 คือบทบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ตรงนี้
“ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร คือการทำหน้าที่ ไม่ใช่การแทรกแซงก้าวก่าย การทำงานของรัฐสภา ซึ่งผมจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ก็เพื่อให้เกิดความชัดแจน บรรทัดฐานว่าอย่างไร แค่ไหน คือ การกระทำขัดมาตรา 68 หรือคือการทำลายหลักการสำคัญของการสถาปนารัฐธรรมนูญ หรืออำนาจตั้งแผ่นดินวางไว้ ผมไม่ได้คัดค้านการให้สว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่คัดค้านการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติอาจทำให้วุฒิสภาหมดสภาพความป็นสภาตรวจสอบ สภาที่มาขององค์กรอิสระที่เป็นกลาง และสงสัยว่านี่คือการทำลายหลักการสำคัญที่อำนาจตั้งแผ่นดินวางไว้หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างไรผมเคารพและจบเพียงแค่นั้น จะไม่มีการยกพวกไปล้อมศาลรัฐธรรมนูญ”นายคำนูณ กล่าว
ขณะที่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล สว.กทม. กล่าวว่า มีเอกสารประชาสัมพันธ์ที่ลงในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาซึ่งมีรายชื่อของสมาชิกรัฐสภาจำนวน 312 คน ที่ระบุว่าไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ได้ใช้หัวเรื่อง และที่อยู่ลงท้ายว่าเป็นคณะรัฐสภา และที่อยู่รัฐสภา ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจผิดให้ประชาชนได้ว่าเป็นสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดที่คัดค้านอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่มีแค่สมาชิกบางส่วนเท่านั้น ประกอบกับที่ประธานวุฒิสภาได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ จึงมองว่าเป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะชัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 และมาตรา 123 และขอถามว่าเอกสารดังกล่าวใช้เงินของใคร รัฐสภาใช่หรือไม่ ดังนั้นจึงอยากให้มีการแก้ไขด้วย







