posttoday
รถคันแรกดันเบี้ยประกันขึ้น

รถคันแรกดันเบี้ยประกันขึ้น

16 กันยายน 2556

โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

หลังจากรอดูผลกระทบจากต้นทุนค่าสินไหมรถยนต์ที่ทยอยปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี ไม่ว่าจะเป็นผลจากค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ค่าซ่อม ค่าอะไหล่รถยนต์ รวมถึงค่ารักษาพยาบาลกรณีมีผู้บาดเจ็บที่ล้วนแต่ปรับราคาขึ้น

นี่เป็นชีวิตจริงที่ทำให้ธุรกิจประกันภัยเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่าต้นทุนเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10% นั้น เป็นของจริง ไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเอง และนั่นย่อมส่งผลให้อัตราค่าสินไหมต่อเบี้ยประกันภัยรถยนต์ของแต่ละบริษัทเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เหตุการณ์ที่เบี้ยประกันภัยรถยนต์พุ่งสูงขึ้นนี้ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่บริษัทประกันภัยได้ส่งสัญญาณว่าต้นทุนเริ่มพุ่งสูงขึ้นจากโครงการรถคันแรก ที่ออกมาวิ่งอยู่ตามท้องถนนเป็นล้านคันตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว มีมือใหม่หัดขับเกิดขึ้นมากมาย ทำให้สถิติเฉี่ยวชน อุบัติเหตุทางรถยนต์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

มือใหม่เหล่านี้ได้ทำให้ค่าเคลมประกันภัยรถยนต์สูงขึ้น บวกกับรถเก๋งจากโครงการรถคันแรกเป็นรถขนาดเล็ก มีการแข่งขันเรื่องราคาสูง ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องปรับลดระบบรักษาความปลอดภัยของตัวรถให้ลดน้อยลง เพื่อลดต้นทุนการผลิต เช่น ไม่มีคานกันกระแทกเสริมเข้ามา มีแต่เพียงกันชนธรรมดา เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นความเสียหายก็จะสูง ทำให้โอกาสเสี่ยงที่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะบาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็จะมากกว่ารถยนต์ที่มีคานกันกระแทก

แต่การคิดจะปรับค่าสินไหมรถยนต์เมื่อปีที่แล้ว ถูกเบรกโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่เห็นว่ายังไม่สมเหตุสมผลที่จะขึ้นเบี้ยประกัน เพราะรถคันแรกเพิ่งเปิดโครงการ ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นมาเพราะรถกลุ่มนี้จริงหรือไม่ ดังนั้นจึงขอเวลาดูข้อมูลไปก่อน

อย่างไรก็ดี ขณะนี้จากข้อมูลของสมาคมประกันวินาศภัย พบว่าโครงการรถยนต์คันแรกกับอุบัติเหตุของรถยนต์ที่มีมากขึ้นนั้นมีความสัมพันธ์กัน

ผลทดสอบของบริษัท ทัทชาม (ประเทศไทย) ที่ทางสมาคมประกันวินาศภัยไทยว่าจ้างให้มาทำการศึกษาการเกิดอุบัติเหตุของรถยนต์รุ่นต่างๆ นั้น พบว่ารถบางรุ่นที่ถูกชนด้วยความเร็วเพียง 15 กม./ชม. ก็สร้างความเสียหายถึงตัวโครงสร้างหลักของรถทีเดียว จึงล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนสินไหมเพิ่มขึ้น ทั้งเรื่องของค่ารักษาพยาบาลและค่าซ่อมรถยนต์

และแน่นอนว่า รถยนต์เหล่านี้เป็นรถยนต์ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นรถยนต์ตามเกณฑ์ของโครงการรถคันแรก ที่ได้ตั้งเกณฑ์ว่าจะต้องเป็นรถยนต์อีโคคาร์เท่านั้น

พุทธิพงษ์ ด่านบุญสุต รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย กล่าวว่า การปรับค่าเบี้ยรถยนต์ของบริษัทจะเริ่มเห็นก็คงช่วงไตรมาส 4 นี้ เนื่องจากเป็นช่วงที่มีงานมอเตอร์โชว์พอดี และจะมีรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ออกมาอีกเป็นจำนวนมาก เป็นการปรับค่าเบี้ยขึ้นเพื่อให้เพียงพอกับค่าสินไหมทดแทน ซึ่งรวมไปถึงลูกค้าเก่าที่จะต่ออายุในช่วงนั้นด้วย

“ช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาค่าสินไหมเราเพิ่มขึ้นไปแล้ว 57% เป็น 6869% เทียบกับปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 6063% เท่านั้น ซึ่งหากยังขายเบี้ยราคาเดิมก็จะไม่เพียงพอกับค่าสินไหม เพราะยังไม่ได้รวมถึงต้นทุนดำเนินงานอื่น จึงจำเป็นต้องขึ้นเบี้ยให้สอดคล้องกับความเสี่ยง และคงไม่ใช่แค่เราเพียงบริษัทเดียว แต่คงต้องมีการปรับขึ้นทั้งอุตสาหกรรมประกัน” พุทธิพงษ์ กล่าว

แล้วจะขึ้นค่าเบี้ยอีกคันละเท่าไหร่ ตรงนี้ก็ต้องขึ้นกับความสามารถในการบริหารต้นทุนของแต่ละบริษัทด้วย ถ้าบริษัทขนาดเล็กต้นทุนก็อาจจะสูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่

แต่ถ้าเป็นบริษัทขนาดกลางๆ อย่างบริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย ระบุออกมาได้ชัดเจนแล้วว่า จะปรับขึ้นเฉลี่ยไปยังรถทุกประเภทประมาณคันละ 9001,000 บาท

เพราะแม้รถกลุ่มอื่น เช่น รถขนาดกลางหรือขนาดใหญ่จะมีความเสี่ยงภัยน้อยกว่าหรือค่าสินไหมต่ำกว่า แต่ก็ไม่สามารถปรับค่าเบี้ยเฉพาะรถขนาดเล็กอย่างเดียวได้ เนื่องจากหากคำนวณต้นทุนเฉพาะรถเล็กเพียงอย่างเดียวต้องปรับเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกคันละ 2,500 บาท ถึงจะพอกับต้นทุนค่าสินไหม

จึงเป็นไปไม่ได้ที่บริษัทประกันจะขึ้นเบี้ยเฉพาะรถเล็กอย่างเดียวอีกคันละ 2,500 บาท ซึ่งผู้บริโภคก็คงไม่ยอมซื้อหรือไม่ บริษัทประกันก็ขายไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีเฉลี่ยภัยกระจายความเสี่ยงไปยังรถประเภทอื่นรับภาระแทนด้วย ซึ่งคงทำกันอย่างนี้ทุกบริษัท

นอกจากเรื่องต้นทุนค่าสินไหมที่เพิ่มขึ้นแล้ว บริษัทประกันยังถูกบีบจากกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดของ คปภ.อีกทางหนึ่ง ทำให้การคิดค่าเบี้ยนั้นต้องเป็นไปตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย

เบี้ยที่จะขายต้องให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ไม่สามารถใช้กลยุทธ์ด้านการตลาดมาทำราคาให้ต่ำกว่าทุนได้ เพราะไม่เช่นนั้นอาจส่งผลกระทบต่อเงินกองทุน ก็ในเมื่อมีความเสี่ยงสูง ค่าเบี้ยที่เก็บมาไม่พอกับค่าสินไหมที่จ่ายออกไป ย่อมทำให้บริษัทประกันนั้นต้องตั้งสำรองสูงขึ้น ฐานะการเงินก็ย่อมสั่นคลอนตามไปด้วย

อย่างไรก็ดี หากต้นเหตุการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่มีมากขึ้น มาจากโครงการรถยนต์คันแรกจริง ก็เป็นไปได้ว่า ความเสียหายจากการเฉี่ยวชนของรถยนต์ก็น่าจะลดลงในปีที่สองหรือสาม เมื่อผู้ขับขี่มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น และโครงการรถยนต์คันแรกนั้น รัฐบาลก็ทำเพียงปีเดียว

ต้นทุนที่พุ่งขึ้น อาจจะเพิ่มแค่เพียง 13 ปีแรกเท่านั้น การขึ้นเบี้ยประกันอาจจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคหรือไม่

แหล่งข่าวจากสมาคมประกันวินาศภัย ให้ความเห็นว่า แม้สถิติอุบัติเหตุและการจ่ายเงินค่าสินไหมเพิ่มขึ้นจนทำให้บริษัทประกันภัยจะต้องปรับเบี้ยประกันเพิ่ม แต่หากรถคันใดที่ไม่เกิดอุบัติเหตุก็จะได้รับส่วนลดเบี้ยประกันตามประวัติอยู่แล้ว ดังนั้นจะคิดว่าเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคคงไม่ใช่ เพราะหากชนมากก็โดนขึ้นเบี้ยประกัน แต่ถ้าไม่ชนก็ได้ส่วนลด

ดังนั้น หลังจากนี้ไปเจ้าของรถทุกคันที่ยังอยากจะทำประกันชั้น 1 อยู่ หรือใกล้ครบกำหนดต่ออายุ ก็เตรียมควักเงินในกระเป๋าจ่ายค่าเบี้ยเพิ่มขึ้นได้เลย

หรือถ้าคิดว่าแบกรับภาระส่วนนี้เพิ่มขึ้นไม่ไหว ก็ต้องพิจารณาซื้อประกันภัยรถยนต์ชั้น 2 บวก หรือ 3 บวก แทนดูก็ได้ ซึ่งก็จะดูคุ้มค่าเบี้ยไปได้อีกหลายพัน แต่ก็ต้องแลกกับความคุ้มครองที่ลดลงตามไปด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท