
มารุตแนะหลักการทำหน้าที่ประธานรัฐสภา
มารุต บุนนาค แนะหลักปฎิบัติการทำหน้าที่ของประธานฐสภา และต้องวางตัวให้เหมาะสมไม่ลุแก่อำนาจ
มารุต บุนนาค แนะหลักปฎิบัติการทำหน้าที่ของประธานฐสภา และต้องวางตัวให้เหมาะสมไม่ลุแก่อำนาจ
นายมารุต บุนนาค อดีตประธานรัฐสภา อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร อดีตประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง เขียนบทความผ่าน สำนักข่าวอิศรา "จากใจอดีตประธานรัฐสภา" อธิบายถึงการทำหน้าที่ของประธานรัฐสภา ดังนี้
ผมเลิกเล่นการเมืองมานานพอสมควรแล้ว แต่ยังติดตามการเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา ได้มีผู้ที่เคารพนับถือและมิตรสหายเป็นจำนวนมากอยากให้ผมแสดงความคิดเห็นในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่เป็นประธานในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภาบ้าง
ผมขอเรียนว่า โดยมารยาทผมไม่อาจก้าวล่วงกับการปฏิบัติหน้าที่ของท่านผู้เป็นประธานในปัจจุบัน ผมเห็นว่าทุกท่านผ่านชีวิตการเมืองมานาน มีประสบการณ์สูง และปฏิบัติหน้าที่ของท่านได้เรียบร้อยดีพอสมควรตลาดระยะเวลาสองปี ที่ผ่านมา ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่นั้นย่อมจะถูกใจและไม่ถูกใจผู้ที่สนใจบ้างเป็นธรรมดา
ผมขออธิบายแนวทางของผมในการปฏิบัติหน้าที่ผู้เป็นประธานว่า เป็นอย่างไร ในหลักปฏิบัติดังนี้
1.ต้องมีความเป็นอิสระ หมายถึงความเป็นอิสระในการทำงาน หากมีความอิสระในการทำงาน ก็จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลางอย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าผู้เป็นประธานมีความผูกพันหรือถูกกำหนดโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ย่อมทำให้เสียความเป็นกลางได้ เมื่อครั้งท่านชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีสมัยแรก เมื่อปี 2535 ได้ขอให้ผมรับหน้าที่ประธานสภาฯ ผมได้ขอความเป็นอิสระในการทำงาน โดยไม่อยู่ในความผูกพันของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อจะได้ปฏิบัติงานด้วยความสบายใจ ท่านก็ตกลงด้วย เพราะฉะนั้นในการปฏิบัติงานของผมในช่วงปี 2535-2538 จึงมีหลายครั้งที่คนในพรรคประชาธิปัตย์ไม่พอใจ แต่ภายหลังก็เข้าใจผมดี
2.ไมตรีจิตที่ประธานพึงมีต่อสมาชิก การให้เกียรติ ยกย่องสมาชิกแต่ละคนเท่าที่โอกาสจะเปิดให้ ควรกระทำเพราะเป็นการผูกน้ำใจซึ่งกันและกัน
3. ศึกษาจุดดีและจุดด้อยของสมาชิกผู้อภิปรายแต่ละคน เพื่อที่ประธานจะได้ปรับตัวได้ถูก เพราะในสภาแต่ละยุคนั้น จะมีสมาชิกปากกล้าไม่เกิน 30 คน จึงไม่ยากที่จะศึกษา
ผมขอยกตัวอย่างสักสองท่าน ท่านสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีผู้วายชนม์แล้ว เดิมท่านก็ไม่ค่อยพอใจผมนัก แต่ผมให้โอกาสท่านอภิปรายเต็มที่ หากไม่ได้มีการกำหนดเวลาไว้จะไม่ห้ามปรามท่านเลย และติดตามการอภิปรายของท่านอย่างต่อเนื่อง (ตั้งใจฟัง) ก็ดูท่านจะพออกพอใจ และไม่มีเรื่องต่อล้อต่อเถียงกับผู้เป็นประธาน
อีกท่านหนึ่งท่านดร.เฉลิม อยู่บำรุง ท่านเคยอยู่พรรคประชาธิปัตย์มาก่อน ท่านจะพูดถึงความหลัง ความสัมพันธ์ที่ผมมีกับท่าน แล้วอภิปรายตามสไตล์ของท่าน เบาบ้างแรงบ้าง ถ้าไม่หนักหนานักผมก็ให้ท่านอภิปรายเต็มที่ ท่านก็ดูพอใจอยู่ไม่น้อย แม้บางครั้งจะมีการขัดในกันบ้างก็ไม่ถือสากัน
4.ประธานควรจะพูดน้อยที่สุด ไม่จำเป็นไม่ควรจะทำให้เกิดปัญหาโต้เถียงกับสมาชิก หากสิ่งเล็กน้อยก็ควรผ่อนปรนไป เช่น ในกรณีที่สมาชิกของหารือ เรื่องที่อยู่นอกวาระ ก็ควรเปิดโอกาส
เช่นครั้งหนึ่ง ท่านส.ส.เชาวรินทร์ ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.ราชบุรี ขอหารือก่อนวาระประชุมเริ่ม เรื่อง คนไทยถูกศาลสิงคโปร์ลงโทษและจะถูกแขวนคอในวันรุ่งขึ้น ขอให้รัฐบาลช่วยเหลือ ผมก็ให้ท่านพูดเต็มที่ขอร้องให้ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศ (ท่านประสงค์ สุ่นศิริ) รับไปหาทางช่วยเหลือ และยังมีเรื่องอื่นๆอีกมากมายทำนองนี้ เช่นความเดือดร้อนต่างๆของประชาชนที่เกิดขึ้นเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วไป ก็อาจจะหารือได้ซึ่งในรั้งนั้นผลและท่านรองประธานอีกสองท่านคือท่าน วันมูหะมัดนอร์ มะทา และท่านถวิล ไพรสณฑ์ ได้ตกลงร่วมกันให้เปิดเช่นนี้โดยให้เวลาประมาณ 30 นาทีก่อนเข้าสู่วารระการประชุมเป็นที่พอใจของฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล
5 .การวินิจฉัยปัญหาของผู้เป็นประธานควรต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประธานและรองประธานที้งสอง มิฉะนั้นจะเกิดความไม่เป็นธรรม
6.รับฟังความเห็นของฝ่ายค้านซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยบ้าง ช่วงปี 2535-2538 ผมมีผู้นำฝ่ายค้านสองท่านคือ ท่านพลตำรวจเอกประมาณ อดิเรกสาร และท่านบรรหาร ศิลปอาชา นัการเมืองอาวุโสทั้งสองท่านได้ทำหน้าที่ประสานงานกับผู้เป็นประธานได้ดีที่สุดโดยให้เกียรติซึ่งกันและกัน
7.ประธานที่ประชุมชอบที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกันของวิปฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ไม่ควรดำเนินการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงโดยพลการ ควรจะพิจารณาสอบสวนในเรื่องจริยธรรมของสมาชิกที่ปฏิบัติผิดจริยธรรมทุกกรณีไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล
8.การใช้อำนานไล่สมาชิกออกจากที่ประชุมเป็นอำนาจที่ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ หากพฤติการณ์ไม่ถึงขนาดควรพูดจากันด้วยเหตุผล ผมจำได้ว่าตลอดสามปีที่ทำหน้าที่ได้ขอร้องให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านหนึ่งออกจากที่ประชุมไปในเรื่องที่ท่านปฏิบัติไม่ถูกต้อง โดยท่านผู้นั้นเป็นดาวเด่นของสภาฯ (ท่านถึงแก่กรรมไปแล้ว) ท่านเคยเป็นนายอำเภอดีเด่น เป็นผู้มีชื่อเสียง ผมขอร้องท่านว่าเมื่อท่านไม่ยอมถอนคำพูดที่ไม่สมควร ท่านมีสิทธิที่จะตัดสินใจเองที่จะเดินออกจากห้องประชุมไปในวาระนั้น โดยไม่ต้องให้ประธานสภาฯ ใช้อำนาจ จะเป็ฯเกียรติของท่านและเป็นตัวอย่างที่ดี ท่านก็เห็นด้วยโดยยอมออกจากที่ประชุมเพราะไม่ยอมถอนคำพูดเรื่องก็จบลงด้วยความเรียบร้อยไม่มีปัญหาประการใด ผมเห็นอดีตประธานสภาฯ ที่ผ่านมาหลายคนใช้น้ำเย็นเข้าลูบ พูดจากับสมาชิกอย่างให้เกียรติเรื่องจะจบลงด้วยดี ดีกว่าที่ประชาชนจะต้องเห็นภาพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐสภาต้องอุ้มหรือหิ้วส.ส. ผู้ประท้วงออกจากห้องประชุมอย่างทุลักทุเลเป็นที่อเนจอนาถและเสื่อมเสียเกียรติของสภาเป็นอย่างยิ่ง
ในประเทศประชาธิปไตยนั้น สถาบันรัฐสภารวมทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเป็นสถาบันที่มีเกียรติ ผู้เป็นประมุขของสถาบันดังกล่าวจะได้รับการยกย่องและได้รับความเชื่อถือ ความเลื่อมใสจากคนทั่วไป หากผู้เป็นประมุขของสถาบันไม่ลุแก่อำนาจ ประพฤติตนตามทำนองคลองธรรมและด้วยความสุจริต







