
ปัญหาทั้งหลายแก้ไขได้โดยวิธีการแห่งปัญญา (จบ)
....พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา
๑.ขอเรียนถามพระอาจารย์อารยะวังโส ว่า จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยพ้นจากความวุ่นวายดังที่เป็นอยู่ กรุณาให้คำแนะนำเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง เพราะมีผู้หลักผู้ใหญ่หลายฝ่ายติดตามอ่านธรรมะจากท่านพระอาจารย์
จาก ประสกน้อยข้างทำเนียบฯ
๒.กราบนมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส
เนื่องจากคุณพ่อของผมได้อ่านบทความของท่านอาจารย์ และมีความประสงค์ที่จะขอหนังสือธรรมส่องโลกมาศึกษาและปฏิบัติ ไม่ทราบว่าผมแจ้งความประสงค์สายไปหรือเปล่าครับท่านอาจารย์ที่จะขอรับหนังสือ
“ธรรมส่องโลก เล่มที่ ๑ และ ๒” มาให้คุณพ่อผม คุณพ่อได้อ่านแล้วมีความรู้สึกประทับใจ จึงอยากได้แบบรวมเล่มมาศึกษา...นายปรมา แต่งงาม
หมู่บ้านสันตินคร บางพลี สมุทรปราการ
วิสัชนา : แต่กลับไปให้ความสำคัญกับความเก่ง ความรู้ในศิลปวิทยาการแบบโลกๆ ว่าเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต จึงนำไปสู่กระบวนการจัดการในสังคมที่เอียงไปสู่ส่วนสุดในน้ำหนักวัตถุนิยมเป็นสำคัญ และนับถือความลุ่มหลงในความเสพ อันเป็นกระบวนการหาความสุขทางโลกียวิสัย สังคมไทยจึงดำเนินไปสู่ยุคสมัย สุขนิยม อย่างเต็มกำลัง เมื่อเดินเข้าสู่วิถีสุขนิยมอย่างเต็มกำลัง คนในสังคมจึงมีความขัดแย้งสูง เมื่อผลประโยชน์ในการจัดแบ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งสุขนิยมไม่เป็นไปอย่างทั่วถึง ยุคสมัยมือใครยาวสาวได้สาวเอาจึงเกิดขึ้น ภาคสังคมจึงแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ภาคสมหวัง และภาคผิดหวัง และเมื่อภาคสมหวังมีน้อยกว่าภาคผิดหวัง หรือภาคผิดหวังมีมากกว่าภาคสมหวัง จึงเกิดการเคลื่อนตัวไปในทางลบ เพื่อก่อให้เกิดความคิดเปลี่ยนแปลงในเชิงปฏิวัติสังคม จึงพยายามจะให้มีเกิดขึ้นในสังคมนั้นๆ เพื่อการขอเข้าไปมีส่วนร่วมในความสมหวัง ดังนั้นทิศทางความคิดใดๆ ก็ตามที่จะนำไปสู่การให้มีส่วนร่วมในความสมหวังจึงเป็นที่นิยมชื่นชอบ ที่เรียกว่า ประชานิยม ในสังคมนั้น ซึ่งตรงกับในปัจจุบันของสังคมไทย ที่ชาวรากหญ้าผู้รอความสมหวังมายาวนาน แต่ยังไม่สมหวัง มีความต้องการในเชิงนโยบายประชานิยม เพื่อการเข้าถึงสุขนิยมตามสภาวธรรมของโลก อันภาคสังคมมีความต้องการเป็นที่สุดในยุควัตถุนิยมร้อนแรง ดังนั้นอะไรๆ จึงเกิดขึ้นได้อย่างดูเหมือนไม่เป็นเหตุเป็นผล ดังที่ภาคสังคมเคยมีประสบการณ์เรียนรู้มาจากในอดีต และที่สำคัญ หากภาครวมของสังคมไม่สามารถเฉลี่ยแบ่งปันความสมหวังให้กันได้อย่างทั่วถึง ก็อาจจะนำไปสู่ปัญหาใหญ่ของสังคม ถึงขั้นเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมได้อย่างน่ากลัว สังคมจึงต้องมีการจัดการเชิงความเสมอภาคในการให้ความสมหวัง ซึ่งค่าสุขนิยมของภาคสังคม จึงจะทำให้สังคมมีเสถียรภาพหรือเข้มแข็ง แต่ก็เป็นเพียงระยะหนึ่งเท่านั้น ซึ่งวิธีการที่สามารถทำให้สังคมนิ่งสงบและเข้มแข็งมั่นคงได้จริง ก็เมื่อต้องนำศาสนากลับคืนมาเป็นแกนหลักให้กับสังคม เพราะศาสนาคือหัวใจของสังคมที่แท้จริง ซึ่งนั่นหมายถึงการรณรงค์ให้การเรียนรู้อย่างถูกต้อง หรือการให้การศึกษาเพื่อชีวิตอย่างต่อเนื่อง จะต้องนำกลับมาใช้อย่างเต็มรูปแบบและอย่างจริงจังอีกครั้ง เพื่อสร้างค่านิยมที่ถูกต้องให้กับภาคสังคม ในฐานะมนุษยชาติอันเป็นสัตว์ประเสริฐ ซึ่งประเทศไทยของเรามีโอกาสที่ดีที่สามารถเข้าสู่กระบวนการศึกษาทางธรรม เพื่อความเข้าใจในความจริงที่เป็นไปตามกฎธรรมชาติได้เป็นอย่างดี โดยมีปรากฏเป็นหลักคำสั่งสอนอยู่ในพระพุทธศาสนา ซึ่งเราชาวไทยที่นับถือพุทธศาสนาคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เกิด จึงยังไม่สายหากเราจะนำภาคสังคมคืนกลับสู่ศาสนา เพื่อการสร้างความสมดุล เฉลี่ยความสุขกันได้อย่างเสมอภาคโดยอำนาจแห่งธรรม ซึ่งเป็นไปตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาที่ชี้แนะบอกกล่าว และสั่งสอนให้เข้าใจในความสุขที่แท้จริงของมนุษยชาติ ซึ่งให้ความสำคัญกลับไปที่ศีลธรรมหรือจริยธรรมเหนือกว่าสิ่งอื่นใด อันจะนำไปสู่ความสุขที่มนุษย์สามารถเข้าถึงได้ด้วยตนเอง เมื่อเข้าถึงรสชาติแห่งความดีหรือคุณธรรม ซึ่งจะส่งผลให้ภาคสังคมนิ่งลง และจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบได้แท้จริง ด้วยหลักคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาซึ่งสามารถลบล้างความยึดติดยึดถือ และออกมาจากความลุ่มหลงในสุขนิยมปรุงแต่งที่มนุษยชาติต้องการให้เกิดความสมหวัง เพื่อสนองความอยากที่ปรุงแต่งไม่รู้จบไม่รู้สิ้น
จึงควรอย่างยิ่งที่จะชักชวนกันให้ทุกๆ คนกลับคืนสู่วิถีความเป็นพุทธศาสนิกชนชาวไทยที่ถูกต้องโดยธรรม เพื่อนำภาคสังคมคืนกลับสู่แผ่นดินพระพุทธศาสนา อันจะนำไปสู่ความสุขที่แท้จริงโดยธรรม และปัญหาต่างๆ ที่ก่อตัวซับซ้อนมากมายในทางสังคมก็จะสูญสิ้นไปตามหลักปกติโดยธรรม กล่าวโดยสรุปคือ การคืนกลับมาสู่ความประพฤติที่ถูกต้อง ความนึกคิดที่ถูกควร ซึ่งจะต้องเรียนรู้เข้าใจในความจริงที่เป็นอริยสัจ ซึ่งพระพุทธศาสนาได้แสดงไว้ดีแล้ว อันควรแก่การศึกษายิ่งนัก โดยเฉพาะในยามสังคมแปรปรวนผันผวนเช่นนี้
ขอเจริญพร







