
‘เอสแอนด์พี’เตรียมลดอันดับเครดิตไทย ชี้การเมืองฉุดศก.พัง
โพสต์ทูเดย์
— บริษัทจัดอันดับเครดิตเอสแอนด์พีเตือน อาจปรับลดอันดับเครดิตของไทย หากวิกฤตการเมืองบานปลายสู่ความรุนแรงบลูมเบิร์ก รายงานอ้างการเปิดเผยของ คิมเอ็งตัน ผู้อำนวยการฝ่ายอันดับเครดิตประเทศ ของบริษัทจัดอันดับเครดิตเอสแอนด์พี ว่า สถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในไทย ซึ่งทำให้ย่านธุรกิจสำคัญในเมืองหลวงต้องเป็นอัมพาต ท่ามกลางผู้เสียชีวิตถึง 26 คนนั้น อาจนำไปสู่การพิจารณาปรับลดอันดับเครดิตของประเทศไทยลง จากปัจจุบันที่ระดับ BBB+
“
เราเล็งเห็นถึงปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่ยังคงอยู่ และมีแนวโน้มที่อาจนำไปสู่การปรับลดเครื่องชี้วัดทางเครดิตจากระดับเดิมในปัจจุบัน ภายในอีกปีหรือสองปีข้างหน้า และหากการคาดการณ์ดังกล่าวถูกต้องแม่นยำ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีการลดอันดับเครดิตไทยตามมา” ผู้บริหารของเอสแอนด์พี ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์บลูมเบิร์กที่สิงคโปร์ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เอสแอนด์พีได้ประกาศคงแนวโน้มเชิงลบต่อประเทศไทย ท่ามกลางการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงและเจ้าหน้าที่รัฐบาล ซึ่งส่งผลให้หลายประเทศตั้งแต่แคนาดาจนถึงออสเตรเลีย ออกประกาศเตือนการเดินทางมายังประเทศไทย ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ลดลงแล้ว 5.8% นับตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.
ผู้บริหารของเอสแอนด์พีระบุด้วยว่า หากสถานการณ์บานปลายไปสู่ความรุนแรงทั่วประเทศ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่ได้คาดหมายไว้ในขณะนี้ ก็อาจนำไปสู่การทบทวนอันดับเครดิตของประเทศไทยใหม่อีกครั้ง
ปัจจุบันเอสแอนด์พีคงอันดับเครดิตสกุลเงินในประเทศระยะยาวไว้ที่ระดับ BBB+ ซึ่งเป็นเกรดการลงทุนที่ต่ำสุดอันดับ 3 นับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ทว่ายังคงสูงกว่าประเทศในภูมิภาค อาทิ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งมีอันดับจังก์
ก่อนหน้านี้บริษัทจัดอันดับเครดิต มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส เพิ่งประกาศหั่นอันดับแนวโน้มสกุลเงินท้องถิ่นระยะยาวลงมาที่ระดับ A และให้คงอันดับแนวโน้มเชิงลบในสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว จากปัจจัยการเมืองเช่นกัน
อย่างไรก็ดี ผู้บริหารของเอสแอนด์พีระบุด้วยว่า บรรดานักลงทุนอาจยังคงเลือกที่จะลงทุนในไทย ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป ตราบใดที่ปัญหาความรุนแรงไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก
“
ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่สุดในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ คือภาคการส่งออก ตราบใดที่สาธารณูปโภคพื้นฐานไม่ได้รับผลกระทบ ทั้งถนนหนทางไปสู่ท่าเรือ หรือท่าเรือเอง ก็ไม่มีเหตุผลที่ภาคการส่งออกจะถอนตัวจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ” ตัน กล่าว






