
โยกปลัดคลังเปิดทางถลุงเงิน
ในช่วง 2 ปีของการบริหารรัฐบาลปัจจุบัน ตำแหน่งของ อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง สั่นคลอนอย่างหนัก
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ในช่วง 2 ปีของการบริหารรัฐบาลปัจจุบัน ตำแหน่งของ อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง สั่นคลอนอย่างหนัก มีข่าวถี่ยิบแทบจะทุกสัปดาห์ว่าจะมีการปัดปลัดคลังคนนี้ให้พ้นจากกระทรวงที่คุมถังเงินของประเทศให้ได้
เหตุผลสำคัญน่าจะมาจาก อารีพงศ์เป็นปลัดคลังที่ได้แต่งตั้งสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้รัฐบาลเพื่อไทยมองว่าเป็นข้าวนอกนา ไม่น่าไว้วางใจเท่าคนสายตรงของพรรคหรือของนายใหญ่นายหญิง
แม้ว่าที่ผ่านมา อารีพงศ์ จะทำงานแบบข้าราชการมืออาชีพ ผลักดันนโยบายของรัฐบาลออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ฝ่ายการเมืองก็ยังมองว่าปลัดคลังยังมีแทงกั๊ก ยังไม่เป็นทองเนื้อเดียวกับฝ่ายการเมืองที่ต้องการสั่งทุกอย่างให้ได้ดังใจ
นอกจากนี้ การโยกย้าย อารีพงศ์ ยังเป็นการเปิดทางให้ฝ่ายการเมืองตั้งคนในคาถาขึ้นมาคุมกระทรวงที่เป็นกระเป๋าเงินของประเทศให้อยู่ในกำมือ
ดังนั้น ตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศก็มีกระแสข่าวจะโยกย้าย อารีพงศ์ เข้าไปช่วยราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เนืองๆ ตลอดมา
หลังจากนั้น ในช่วงต้นปีที่รัฐบาลมีปัญหากับ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างรุนแรงในเรื่องการดูแลค่าเงินบาทและการดำเนินนโยบายดอกเบี้ย รัฐบาลจึงมีความพยายามปลดประสาร และโยก อารีพงศ์ ไปเป็นผู้ว่าการ ธปท. เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะรัฐบาลก็ไม่แฮปปี้กับผู้ว่าการ ธปท. ที่มาจากสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์เหมือนกัน
แต่ทว่าการปลดผู้ว่าการ ธปท.ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เหมือนในอดีต ทำให้การโยกย้ายอารีพงศ์ ล้มพับไปด้วย
อย่างไรก็ตาม การโยกย้ายปลัดกระทรวงการคลัง กลับไม่ได้มีวี่แววที่อ่อนข้อลงแต่อย่างไร เพราะมีการปล่อยข่าวปรับออกยังต่อเนื่อง ไม่ว่าจะโยกข้ามห้วยไปเป็นปลัดคมนาคมที่ว่างอยู่ก่อนหน้า แต่ปัจจุบันได้มีการแต่งตั้งคนของทรวงคมนาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ล่าสุด มีการส่งสัญญาณว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะลงนามออกคำสั่งให้ อารีพงศ์ ไปนั่งในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่ จ.ลพบุรี ในช่วงกลางเดือนนี้
ห้วงเวลาดังกล่าว อารีพงศ์ จะไปร่วมประชุมเอเปกที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย พอดิบพอดี ซึ่งมี กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ร่วมเดินทางไปด้วย ซึ่งจะทำให้ กิตติรัตน์ สามารถลอยตัวได้ว่าไม่รู้เรื่องการโยกย้ายปลัดคลังมาก่อน เป็นเรื่องการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี
ความพยายามเด้งปลัดคลัง มีขบวนการปล่อยข่าวสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลในการโยก อารีพงศ์ ชนิดจัดเต็ม มีการยัดข้อหาว่าเป็นปลัดคลังที่ไม่น่าไว้วางใจ เพราะมีข้อมูลทางเศรษฐกิจสำคัญๆ โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นลบ สร้างผลกระทบความล้มเหลวการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลไปให้กับฝ่ายค้าน
หรือตีความกันง่ายๆ ว่า รัฐบาลจะโยกย้าย อารีพงศ์ ฐานเป็นปลัดที่เป็นสปายให้กับฝ่ายค้าน
นอกจากนี้ ยังประจวบเหมาะกับช่วงที่ผ่านมา อารีพงศ์ ให้ข่าวเรื่องการลดภาษีสินค้าหรูราคาแพง เพื่อสนับสนุนเมืองไทยเป็นช็อปปิ้งพาราไดซ์ ตามมติของ ครม. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลังทั้ง 4 ด้าน คือ การส่งออก การลงทุนภาคเอกชน การบริโภคภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านและฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลได้นำประเด็นดังกล่าวไปสร้างวาทกรรมทางการเมือง โดยเฉพาะ “รัฐบาลภาษีเพื่อลดค่าครองชีพคนรวย และเพิ่มราคาก๊าซและสินค้าต่างๆ เพื่อเพิ่มค่าครองชีพคนจน” ซึ่งวาทกรรมดังกล่าวทิ่มแทงดวงใจเหมือนเป็นการเปิดแผนความล้มเหลวการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ อารีพงศ์ ตกเป็นจำเลยของรัฐบาล ถูกตั้งข้อกล่าวหาเผยรายละเอียดมาตรการล้ำเส้นก่อนรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงบ้าง จงใจเปิดประเด็นชงให้ฝ่ายตรงข้ามใช้มาเล่นงานรัฐบาลอย่างที่เห็นบ้าง จนเป็นเรื่องเป็นราวต้องเด้งพ้นกระทรวงการคลังเป็นการด่วน
วงในกระทรวงการคลังรู้กันดีว่า อารีพงศ์ เป็นเป้าของฝ่ายการเมืองมาตลอด โดยเฉพาะนายใหญ่ที่ไม่ปลื้มการทำงานของปลัดคลังคนนี้ เพราะที่ผ่านมาปล่อยให้ลูกน้องไปขัดผลประโยชน์ฝ่ายการเมืองอยู่ตลอดเวลา
ที่เห็นได้ชัดคือกรณีของ สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ที่สมัยดูแลด้านหนี้สินและรายจ่าย ได้ทำหนังสือไปถึงคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่าการประมูลโครงการ 3จี แบบวิธีพิเศษ เป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง
นอกจากนี้ ยังมีกรณีของ สุภา ไม่ยอมเซ็นเงินกู้โครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท เพราะเห็นว่ามีการดำเนินการยังไม่ครบถ้วน และในฐานะประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว สุภา ออกมาระบุว่ามีผลขาดทุน 2.6 แสนล้านบาท เป็นประเด็นทำให้รัฐบาลเสียหน้าอย่างมาก
ทั้งหมด ฝ่ายการเมืองปักใจเชื่อว่า อารีพงศ์ อยู่ข้างหลังให้การสนับสนุนการทำงานของ สุภา จนรัฐบาลทนไม่ไหว บีบให้ อารีพงศ์ โยกย้าย สุภา ออกจากตำแหน่งรองปลัด แต่ อารีพงศ์ ก็ดำเนินการเพียงสลับหน้าที่ให้ สุภา ไปดูภารกิจด้านสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง และให้ พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ รองปลัดคลัง มาดูแลด้านหนี้สินและรายจ่าย ซึ่ง พงษ์ภาณุ เข้ามารับหน้าที่ไม่กี่วันก็เซ็นสัญญาเงินกู้น้ำ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่กฎหมายกำหนดไว้พอดี ทั้งที่ศาลปกครองมีคำสั่งว่าการดำเนินโครงการน้ำของรัฐบาลไม่ชอบ เพราะยังไม่มีการทำประชาพิจารณ์
นอกจากนี้ อารีพงศ์ ยังไม่ยอมปลด สุภา พ้นจากประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีจำนำข้าว ซึ่งได้มีการซิกแซ็กปิดบัญชีแค่วันที่ 31 ม.ค. 2556 มีผลขาดทุน 1.3 แสนล้านบาท เพื่อรักษาหน้ารัฐบาล โดยผลขาดทุนก้อนใหญ่ของการจำนำข้าวยังถูกซุกไว้ จนถึงวันนี้คณะอนุกรรมการยังไม่สามารถปิดบัญชีโครงการล่าสุดได้
หรือว่าจะเป็นกรณีล่าสุด การใช้เงินในโครงการรับจำนำข้าวปี 2556/2557 อีก2.7 แสนล้านบาท ที่ฝ่ายการเมืองส่งสัญญาณให้กู้วงใหม่ ไม่ต้องไปยุ่งกับวงเงินเดิม 5 แสนล้านบาท แต่มีการใช้จริงเกินไปถึง 6.7 แสนล้านบาท เพราะกระทรวงพาณิชย์ระบายข้าวไม่ได้ ทำให้ต้องนำเงินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำรองจ่ายไปก่อน
แต่ทว่า อารีพงศ์ กลับยังยืนยันว่าการใช้เงินกู้รับจำนำข้าวต้องอยู่ในวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ที่ ครม.เห็นชอบไว้เดิม ทำให้ฝ่ายการเมืองเห็นว่าปลัดกระทรวงการคลังไม่ตามน้ำสนองนโยบายฝ่ายการเมือง ซึ่งจะทำให้โครงการจำนำข้าวล่ม ประจานความล้มเหลวของรัฐบาล
ทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลที่ฝ่ายการเมืองเดินหน้าเกียร์ห้าทำทุกวิถีทางเด้ง อารีพงศ์ ให้พ้นรั้วกระทรวงการคลังให้ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ฝ่ายการเมืองสามารถวางคนไว้ในกรมกองต่างๆ ของกระทรวงการคลังได้อยู่หมัดหมดแล้วโดยล้างคนที่รัฐบาลชุดก่อนหน้าตั้งมาจนหมดเกลี้ยง
จะเหลือก็แต่ตำแหน่งปลัดคลังคนเดียว ที่ยังเป็นเสี้ยนหนามรัฐบาล ทำให้การเข้าไปล้วงเงินมาถมโครงการประชานิยมได้ไม่เต็มที่ ปฏิบัติการตะเพิดปลัดคลังจึงเข้มข้นขย่มจ้องปลดกันทุกวันอย่างที่เห็นและเป็นอยู่







