posttoday
ภาพลวงเศรษฐกิจมังกรฟื้นผลพวงรัฐอัดฉีด-พึ่งส่งออก

ภาพลวงเศรษฐกิจมังกรฟื้นผลพวงรัฐอัดฉีด-พึ่งส่งออก

12 กันยายน 2556

หลังจากในช่วงครึ่งปีแรกเศรษฐกิจแดนมังกรได้ส่งสัญญาณออกมาอย่างชัดเจนว่ากำลังชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

หลังจากในช่วงครึ่งปีแรกเศรษฐกิจแดนมังกรได้ส่งสัญญาณออกมาอย่างชัดเจนว่ากำลังชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง เข้าสู่ครึ่งปีหลังไปได้เพียงไม่กี่เดือนก็ดูเหมือนว่าจีนกำลังฟื้นตัวกลับมาได้อีกครั้ง

กระทั่งช่วยสร้างความอุ่นใจให้หลายฝ่ายขึ้นมาว่า การขยายตัวของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกน่าจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ที่ 7.5% ได้และช่วยประคับประคองสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพาการส่งออกมายังจีนได้ ไม่ว่าจะเป็น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย รวมถึงไทย

สัญญาณการฟื้นตัวได้สะท้อนออกมาจากตัวเลขทางเศรษฐกิจจีนที่เริ่มดีขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีการขยายตัวมากสูงสุดในรอบ 17 เดือน โดยเพิ่มขึ้นถึง 10.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน สอดรับกับดัชนีภาคการผลิตในเดือนเดียวกันที่ปรากฏว่าจีนยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือน ส.ค.ขยายตัวสูงสุดในรอบ 16 เดือน ที่ 51 จุด

ไม่เพียงแต่เฉพาะภาคการผลิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงตัวเลขภาคการส่งออกและภาคการบริโภคของจีนอีกด้วย ซึ่งปรากฏว่าการส่งออกขยายตัวขึ้นถึง 7.2% ที่ 1.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ยอดการค้าปลีกในเดือน ส.ค. ก็เพิ่มขึ้นถึง 13.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนเช่นกัน

ถึงกระนั้น แม้ตัวเลขที่ออกมาจะสะท้อนว่าเศรษฐกิจจีนกำลังเริ่มฟื้นตัวขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วการฟื้นตัวครั้งนี้ยังไม่อาจเป็นที่น่าไว้วางใจได้มากนัก เนื่องจากนักวิเคราะห์ต่างเกรงกันว่าอาจเป็นเพียงการฟื้นตัวแบบชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

เพราะการกลับมาฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของจีนนั้นเป็นผลมาจากการใช้นโยบายการกระตุ้นของรัฐบาลมากกว่าที่จะเป็นการเติบโต โดยอาศัยแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคภายในเหมือนเช่นที่รัฐบาลแดนมังกรกำลังต้องการอยากจะให้เป็น

ยืนยันได้จากปริมาณเงินอัดฉีดเข้าไปลงทุนในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้างระบบรางต่างๆ ที่คณะรัฐมนตรีจีนได้อนุมัติไปเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งมีมูลค่าถึง 4 หมื่นล้านหยวน ทำให้ในปีนี้รัฐบาลจีนมียอดการอัดฉีดและลงทุนในโครงการต่างๆ ไปแล้วมากถึง 1 ล้านล้านหยวน

ทั้งนี้ ถึงแม้หลายฝ่ายอาจแย้งว่าปัจจุบันรัฐบาลจีนได้หันมาลดการกระตุ้นแบบโหมกระหน่ำเหมือนในอดีตแล้ว และการกระตุ้นดังกล่าวก็เป็นเพียงการกระตุ้นแบบจำกัด เมื่อเทียบกับโครงการขนาดใหญ่ในสมัยผู้นำชุดก่อนที่โหมกระหน่ำทุ่มงบอัดฉีดมากถึง 4 ล้านล้านหยวน เพื่อต่อสู้กับภาวะวิกฤตการเงินโลกในปี 2008

ทว่า นักวิเคราะห์ก็ยังคงมองว่าแผนการเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนยังพึ่งพาการลงทุนจากภาครัฐอยู่เช่นเดิม ดังนั้น จึงทำให้การพลิกกลับมาฟื้นตัวในครั้งนี้ จึงถูกเพ่งเล็งจากหลายฝ่ายว่าจะเป็นไปอย่างยั่งยืนและยาวนานแค่ไหน

“ในแง่ของสถานการณ์ความต้องการที่แท้จริงในจีนยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่โครงการเหล่านี้ได้ถูกวางไว้แล้ว” ซินฟาง เหริน นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจจีน จากสถาบันไอเอชเอส ในกรุงปักกิ่ง กล่าวให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์

ประการต่อมาก็คือ การฟื้นตัวของจีนที่เกิดขึ้นก็ยังเป็นผลมาจากการที่เศรษฐกิจจีนในภาพรวมยังไม่ได้เผชิญกับผลกระทบของภาวะสภาพคล่องในประเทศที่ตึงตัวมากนัก ซึ่งเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลแดนมังกรชุดใหม่ต้องการลดขนาดของธนาคารและสถาบันการเงินนอกระบบ หรือ “ชาโดว์แบงก์กิง”

ดังนั้น จากปัญหาสภาพคล่องในระบบทางการเงินในจีนที่มีมากขึ้น ทำให้ มาร์ก วิลเลียม นักวิเคราะห์ แคปปิตอล อีโคโนมิกส์ คาดการณ์ว่า ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าการชะลอตัวของจีนจะต้องกลับมาปรากฏให้ได้เห็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประการสุดท้าย การฟื้นตัวของจีนในครั้งนี้ โดยเฉพาะภาคการส่งออกในเดือนที่แล้วที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 7.2% และมีส่วนสำคัญในการช่วยดึงให้ภาคส่วนต่างๆ ของเศรษฐกิจจีนเริ่มเข้าสู่ภาวะสดใสมากขึ้น ก็ยังเป็นสิ่งสะท้อนได้อย่างชัดเจนว่า พญามังกรจีนยังคงพึ่งพิงภาคการส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลักในการผลักดันการเติบโตของประเทศอยู่เช่นเดิม เนื่องจากภาคการนำเข้าของจีนกลับเติบโตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยขยายตัวเพียงแค่ 7% ลดลงจากเดือนก่อนหน้านั้นซึ่งอยู่ที่ 10.9%

ทั้งนี้ หนึ่งในสาเหตุสำคัญของการชะลอตัวของจีนในอดีตก็เป็นเพราะกำลังซื้อจากสหรัฐและยุโรป ซึ่งเป็นตลาดส่งออกเบอร์ 1 และเบอร์ 2 ลดลงอย่างหนัก

ดังนั้น เมื่อสหรัฐ และยุโรป เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น และช่วยดันให้ตัวเลขต่างๆ ของจีนดีตามไปด้วย จึงตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดๆ เลยว่าจีนยังคงพึ่งพาตลาดประเทศตะวันตกในการเติบโตอยู่ และนั่นจึงทำให้การฟื้นตัวของจีนจึงยังเป็นการพึ่งพาจมูกของคนอื่นหายใจอยู่เช่นเดิม

“การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนจะเป็นไปอย่างเข้มแข็งและยาวนานเพียงไร ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและภาวะเศรษฐกิจโลก” เถา หวาง นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารยูบีเอส กล่าวให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอพี

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าปัจจุบันผู้นำจีน รุ่นที่ 5 ภายใต้การนำของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนจะพยายามหันมาปรับสัดส่วนการพึ่งพาการขยายตัว โดยเน้นเพิ่มอุปสงค์จากความต้องการของตลาดภายในและลดภาคการผลิตในส่วนที่ล้นเกินลงมา เช่น เหล็ก การต่อเรือ แต่ต้องยอมรับว่าแผนการเหล่านั้นคงต้องใช้ระยะเวลาอีกพักใหญ่ในการปรับเปลี่ยนโมเดลทางเศรษฐกิจและผลิดอกออกผลออกมาให้เห็น

จึงเป็นความเห็นที่สะท้อนชัดว่าการฟื้นตัวของจีนครั้งนี้จึงไม่อาจวางใจ และใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าจีนได้พ้นช่วงเวลาที่เลวร้ายไปแล้ว

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69