posttoday
ยางยุ่งเหยิง

ยางยุ่งเหยิง

12 กันยายน 2556

ว่างเว้นไป 2 สัปดาห์ อาจทำให้ช้าไปบ้าง แต่เชื่อว่ายังไม่สายเกินไปที่จะเขียนเกี่ยวกับเรื่องม็อบสวนยาง เพราะการแก้ปัญหาของรัฐบาลยังไม่เบ็ดเสร็จ แม้ล่าสุดมีทีท่าว่าจะตกลงกันได้ แต่อีกไม่นานก็อาจจะปะทุอีก

ว่างเว้นไป 2 สัปดาห์ อาจทำให้ช้าไปบ้าง แต่เชื่อว่ายังไม่สายเกินไปที่จะเขียนเกี่ยวกับเรื่องม็อบสวนยาง เพราะการแก้ปัญหาของรัฐบาลยังไม่เบ็ดเสร็จ แม้ล่าสุดมีทีท่าว่าจะตกลงกันได้ แต่อีกไม่นานก็อาจจะปะทุอีก

ในตอนต้น ฝ่ายรัฐบาลค่อนข้างจะเสียงแข็ง เพราะขนาดของม็อบไม่ได้ใหญ่โตมากนัก ประกอบกับประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่สนับสนุนการปิดถนนอยู่แล้ว

รัฐบาลพยายามบอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องการเมือง มีคนของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอยู่เบื้องหลัง ซึ่งก็อาจมีส่วนจริง เพราะราคาตลาดของยางพาราในปัจจุบันไม่ได้ต่ำเตี้ยจนถึงกับทำให้ชาวสวนยางอยู่ไม่ได้ จะเห็นได้ว่าปัญหาเกิดเฉพาะในภาคใต้ ทั้งๆ ที่ภาคอื่นๆ ก็มีพื้นที่เพาะปลูกยางพาราเป็นจำนวนมาก

แต่ในขณะเดียวกัน ก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องยอมรับกันว่า นโยบายประกันราคาพืชผลเกษตร และการดูแลให้ความช่วยเหลือเกษตรกรโดยรวมมีปัญหา เพราะหากไม่มีจุดอ่อน การก่อม็อบคงจุดไม่ติด และคงถูกโห่ไล่ รัฐบาลคงไม่ต้องประหวั่นพรั่นพรึงว่าจะกระทบความมั่นคงของรัฐบาลเอง

มีประเด็นที่เกี่ยวข้องที่ผมอยากจะพูดถึงหลายเรื่อง ดังนี้

หนึ่ง มีความแตกต่างกันมากระหว่างราคาประกันที่รัฐบาลให้กับชาวนาและชาวสวนยาง กล่าวคือ ราคาที่เสนอให้ชาวสวนยางกิโลกรัมละ 90 บาท สูงกว่าราคาตลาดเพียงสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ราคารับจำนำข้าวสูงกว่าราคาตลาดหลายสิบเปอร์เซ็นต์ และสูงกว่าราคาข้าวในพม่าและเขมรเป็นเท่าตัว

รัฐบาลยังโชคดีที่ชาวสวนยางทั่วประเทศรวมตัวกันไม่ติด กรณีนี้อาจจะเกิดจากความบังเอิญทางการเมือง คือ มีการแบ่งขั้วกันแบบสุดโต่งระหว่างชาวใต้กับชาวอีสาน ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกยางมากไม่แพ้ทางใต้เช่นกัน

เมื่อคิดว่ามีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ชาวสวนยางอีสานจึงไม่เต็มใจร่วมมือประท้วง แต่หากรัฐบาลยอมควักกระเป๋าอุดหนุนมากขึ้น ก็ถือเป็นผลพลอยได้ที่น่ายินดี

เรื่องนี้อาจถือเป็นบทเรียนสำหรับชาวสวนยางในอนาคต และสำหรับกลุ่มอาชีพอื่นๆ ด้วย นั่นก็คือ หากรวมตัวกันได้ อำนาจต่อรองก็จะสูงขึ้น

สอง กรณีนี้รัฐบาลอยู่ในฐานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะหากยอมอ่อนข้อเร็วจนเกินไป หรือให้มากเกินไป ก็จะมีม็อบอื่นๆ ตามมาเร็วขึ้น จนฐานะการคลังของประเทศแบกรับไม่ไหว

แค่รับจำนำข้าวอย่างเดียวก็บักโกรกเต็มทีแล้ว นอกจากนี้ยังมีโครงการอื่นๆ นอกภาคเกษตรที่ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก

ลองนึกภาพว่า ประเทศไทยมีคนเสียภาษีอยู่เพียงไม่กี่ล้านคน จะแบกภาระอุ้มชูเกษตรกรทั่วประเทศจำนวนหลายสิบล้านคนให้อยู่ดีกินดีได้อย่างไรไหว นี่ยังไม่นับส่วนที่รั่วไหลไปอยู่ในกระเป๋าของนักการเมืองและข้าราชการประจำ

สาม รัฐบาลนี้บริหารประเทศมาแล้วกว่า 2 ปีเต็ม เดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ มาแล้วหลายสิบโครงการ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรและคนในชนบท

แต่ยิ่งพยายามเศรษฐกิจก็ยิ่งแย่ จีดีพีขยายตัวช้าลง และใน 2 ไตรมาสสุดท้ายได้เข้าสู่ภาวะถดถอยเต็มตัว

หากจะบอกว่าเป็นการชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกก็ไม่น่าจะถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ชอบอ้างว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจจีนขยายตัวช้าลง ต้องไม่ลืมว่าเศรษฐกิจจีนไม่ได้ถดถอย แต่ยังขยายตัวในอัตราปีละ 78%

ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลอาเบะ ก็กำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว จนอัตราการขยายตัวล่าสุดอยู่ในระดับปีละกว่า 3% แล้ว

แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านที่เคยล้าหลังเราอย่างฟิลิปปินส์ ขณะนี้เศรษฐกิจของเขาก็เติบโตเร็วกว่าเราเป็นอันมาก

รัฐบาลประเทศเหล่านี้รู้ว่าบริหารอย่างไรให้เศรษฐกิจเติบโต ต่างจากของเราที่ได้แต่โอ้อวด ถึงเวลาทำจริงกลับได้ผลตรงกันข้าม

สี่ ความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากการรับจำนำข้าวในราคาที่เกินจริงไปมาก จะทำให้ปัญหาราคายางและราคาพืชผลเกษตรอื่นๆ เป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก และไม่รู้จักจบสิ้น

ผมไม่แน่ใจว่า ในรอบนี้ก่อนที่การประท้วงจะเลิกรา ชาวสวนยางจะได้ตามคำเรียกร้องมากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าอีกไม่นานก็จะมีชาวสวนและชาวไร่อื่นๆ รวมกลุ่มกันออกมาเรียกร้องบ้าง ตราบใดที่ยังมีช่องว่างระหว่างความช่วยเหลือที่ชาวนาและเกษตรกรอื่นๆ ได้รับ

แต่ความเสียหายไม่ได้มีเพียงเท่านี้ แม้แต่ภาคอุตสาหกรรมและภาคก่อสร้างก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย มีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน กล่าวกันว่า สาเหตุหลักมาจากแรงงานที่อพยพกลับชนบท เพราะได้แรงจูงใจจากราคาข้าวตันละ 15,000 บาท

ข้อสุดท้าย ผมอยากเห็นรัฐบาลแก้ปัญหาราคายางและราคาพืชผลเกษตรอื่นๆ รวมทั้งราคาข้าวอย่างเป็นระบบ

หลักการที่พึงยึดถือ คือ อย่าให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะนั่นจะทำให้เกิดความชอบธรรมในการรวมกลุ่มกันประท้วง จะโบ้ยความผิดไปให้ฝ่ายค้านอย่างไรก็คงไม่เกิดประโยชน์

ในการเจรจากับตัวแทนชาวสวนยาง รัฐบาลได้เสนอ “เงินสนับสนุนปัจจัยการผลิต” แทนการประกันราคา โดยเริ่มต้นที่ 1,260 ต่อไร่ และต่อมาเพิ่มให้เป็น 2,520 บาทต่อไร่

หากสามารถยกเลิกระบบประกันราคาและรับจำนำ แล้วหันมาใช้ระบบนี้แทน สำหรับพื้นที่เพาะปลูกทุกประเภททั่วประเทศ การบริหารจัดการก็จะง่ายลง เป็นระบบมากขึ้น โปร่งใสมากขึ้น รวมทั้งเป็นสากลมากขึ้นอีกด้วย

ตัวเลขไม่จำเป็นต้องเป็น 2,520 บาทต่อไร่ อาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่าก็ได้ ขึ้นอยู่กับฐานะการคลังจะแบกรับได้มากน้อยแค่ไหน

วิธีนี้จะทำให้กลไกตลาดถูกบิดเบือนน้อยที่สุด และเกิดผลกระทบในเชิงลบต่อเศรษฐกิจรวมน้อยที่สุด โดยเกษตรกรแต่ละรายจะเป็นผู้เลือกเองว่าจะเพาะปลูกอะไรจึงจะได้ผลตอบแทนมากที่สุด

ข้อเสียคือ รัฐบาลอาจต้องยอมรับกับประชาชนว่า นโยบายที่ประกาศใช้เดิมมีจุดอ่อน หรือผิดพลาด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท