posttoday
รัฐบาลไส้แห้งอุ่มข้าวจนหน้ามืด

รัฐบาลไส้แห้งอุ่มข้าวจนหน้ามืด

12 กันยายน 2556

เป็นไปตามคาด เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางที่เดือดร้อนจากปัญหาราคายางตกต่ำ

โดย...จตุพล สันตะกิจ

เป็นไปตามคาด เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางที่เดือดร้อนจากปัญหาราคายางตกต่ำ โดยเพิ่มเงินอุดหนุนปัจจัยการผลิตเป็น 2,520 บาทต่อไร่ ภายใต้กรอบวงเงิน 2.12 หมื่นล้านบาท

ส่งผลให้ชาวสวนยางที่มีพื้นที่ปลูกยางที่มีเอกสารสิทธิ 9.91 แสนราย และเปิดกรีดต้นยางที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี จะได้รับเงินช่วยเหลือตามจริงไม่เกิน 25 ไร่ต่อราย ชาวสวนกลุ่มใหญ่ที่มีพื้นที่ปลูกยาง 110 ไร่ 7.74 แสนคน จะได้เงินช่วยเหลือเฉลี่ย 1.5 หมื่นบาทต่อราย ส่วนคนที่มีพื้นที่ปลูกยางเกิน 25 ไร่ จะได้เงินเหมาสูงสุดไม่เกิน 6.3 หมื่นบาทต่อราย ในอีก 2 เดือนจากนี้

โดยเป็นการจ่าย “เงินสด” ครั้งเดียว

แต่ก็เรียกได้ว่าพอใจกันทั้งสองฝ่าย ทั้งชาวสวนยางและทีมเจรจาของรัฐบาลก็ว่าได้ แม้ว่าชาวสวนยางจะต้องแบกรับความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่เป็นความเสี่ยงที่ชาวสวนยางยอมรับได้

กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) บอกว่า หากราคายางในช่วง 7 เดือนจากนี้ต่ำกว่า 78 บาทต่อกิโลกรัม ชาวสวนยางก็ต้องรับความเสี่ยง แต่หากราคายางในตลาดสูงกว่า 78 บาทต่อกิโลกรัม ก็ให้ถือว่าเป็นกำไรของชาวสวนยาง

ม็อบชาวสวนยางที่คลี่คลายโดยใช้งบประมาณเพียง 2 หมื่นล้านบาท ทั้งไม่ถูกข้อครหาช่วยเกษตรกรสองมาตรฐาน ฝ่ายที่โล่งใจที่สุดน่าจะป็นคนคุมกระเป๋าเงินของรัฐบาลมากที่สุด

โดยเฉพาะในยามที่รัฐบาลกำลังวิ่งวุ่นหาเงินอีก 2.7 แสนล้านบาทมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีที่ 3 หรือปีการผลิต 2556/2557 จำนวน 16.5 ล้านตัน

เป็นการหาเงินมาอุดนโยบายจำนำข้าวหลังจากใช้เงินไปแล้วสิริรวมทั้งสิ้น 6.8 แสนล้านบาท แต่ขายข้าวออกไปได้แค่ 1.8 แสนล้านบาทเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หากพิเคราะห์ปรากฏการณ์อุ้มชาวสวนยาง โดยรัฐบาลไม่จ่ายเงินซื้อยางนำตลาดเหมือนซื้อข้าวทุกเมล็ด

สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่ารัฐบาลอยู่ในภาวะจนตรอกในเรื่องเงินงบประมาณที่จะนำมาช่วยเหลือชาวสวนยาง นอกเหนือจากเหตุผลทางการเมืองที่ว่าคนบางกลุ่มในรัฐบาลมองว่าพื้นที่ภาคใต้ไม่ใช่ฐานเสียงของพรรครัฐบาล

นั่นเพราะโครงการรับจำนำข้าวเปลือก 2 ปีที่ผ่านมา ได้ใช้เงินหมุนเวียนในโครงการแล้ว 6.8 แสนล้านบาท เงินที่นำมาหมุนเวียนซื้อข้าวหลักๆ ล้วนแล้วแต่มาจากการกู้เงินทั้งสิ้น ส่วนเงินขายข้าวสารแล้วมาหมุนซื้อข้าวเปลือกอยู่ในหลัก 67 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ทำให้ขณะนี้เงินกู้ที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าวได้ทะลุหลัก 5 แสนล้านบาท เกินกว่ากรอบวงเงินที่ ครม.มีมติให้เงินไว้แล้ว

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง การที่รัฐบาลต้องวิ่งหาเงินซื้อข้าวเปลือกปีที่ 3 อีกไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท กำลังสร้างความหนักใจให้กระทรวงการคลังอย่างหนัก จนเกิดวาทะทุ่มเถียงกันระหว่างผู้บริหารกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาใช้

“ปีงบประมาณ 2557 รัฐบาลตั้งงบชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 8 หมื่นล้านบาท ซึ่ง ธ.ก.ส.สามารถนำเงินจำนวนนี้มาใช้เป็นเงินหมุนเวียนในโครงการรับจำนำข้าวได้” ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง กล่าว

แต่กระนั้น งบประมาณจำนวน 8 หมื่นล้านบาทที่รัฐบาลตั้งงบให้ ธ.ก.ส.ไว้นั้น ธ.ก.ส.คงจะเจียดเงินมาปล่อยกู้หมุนเวียนในโครงการรับจำนำข้าวได้ไม่มากนัก เพราะต้องใช้ในภารกิจปล่อยกู้ลูกค้ารายย่อยและภารกิจหารายได้หลักของธนาคารมาทดแทนรายได้ทางบัญชีที่ถูกแปะโป้งไว้

ส่วนเงินค่าขายข้าวสารคงหวังไม่ได้มาก เพราะวงการค้าต่างรู้กันดีว่า แม้กระทรวงพาณิชย์จะขายข้าวในสต๊อกได้มาก แต่ราคาที่ขายได้ถูกแสนถูก อย่างข้าวสาร ราคาต้นทุน 800 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่รัฐบาลขายข้าวได้ราคาแค่ 400-450 เหรียญสหรัฐต่อตัน

ดังนั้น เงินที่ได้คืนมาหมุนซื้อข้าวจึงลดน้อยถอยลงตามสัดส่วน

จึงคาดการณ์ได้ไม่ยากเลยว่าเงินที่ใช้ซื้อข้าวเปลือกในกรอบใหม่จะมาจากการกู้และกู้ ซึ่งนั่นจะซ้ำเติมให้ฐานะการคลังของประเทศที่อยู่ในภาวะบักโกรกอยู่แล้ว ให้เข้าหล่มเหวทางการคลังมากขึ้น

เพราะหนี้เก่ายังไม่ได้ใช้ แต่ยังมีหนี้ใหม่มาสุมอีก เงื่อนปมตรงนี้จึงไม่ต่างกับหายนะทางการคลังดีๆ นี่เอง

ประเด็นสำคัญที่จะตามมาจากผลพวงการก่อหนี้ในโครงการรับจำนำข้าวก็คือ ในเร็ววันนี้กระทรวงการคลังจะต้องเสนอแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2557 ฉบับปรังปรุง ให้ ครม.อนุมัติ ซึ่งแผนใหม่จะมาพร้อมกับการบรรจุแผนกู้เงินใหม่เพื่อใช้ในโครงการรับจำนำข้าวอย่างน้อย 2-2.5 แสนล้านบาท โดยกระทรวงการคลังต้องมีภาระค้ำประกันเงินกู้เข้าไป

ซึ่งนั่นไม่แคล้วที่จะทำให้สถานะการคลังของประเทศอยู่ใน “ภาวะสุญญากาศ” โดยเฉพาะการค้ำประกันหนี้ใหม่รัฐวิสาหกิจ เหมือนเช่นเมื่อช่วงกลางปีงบประมาณ 2556 ที่รัฐบาลให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ในโครงการรับจำนำข้าว 2.34 แสนล้านบาท จนเต็มเพดานการค้ำประกันการก่อหนี้ใหม่

ทำให้รัฐวิสาหกิจอื่นๆ ไม่สามารถก่อหนี้ใหม่เพื่อลงทุนได้ เพราะถูกกรอบวงเงินค้ำประกันในโครงการรับจำนำข้าวเบียดบังไปเกือบหมด สถานการณ์ปีงบ 2557 มีเค้าลางว่าจะซ้ำรอยไม่ต่างกัน

เนื่องด้วยกฎหมายบริหารหนี้สาธารณะกำหนดให้กระทรวงการคลังค้ำประกันหนี้ใหม่ของรัฐวิสาหกิจได้ไม่เกิน 20% ของรายจ่ายงบประมาณปีนั้นๆ

ถ้าคิดจากปีงบประมาณ 2557 ที่มีวงเงินรายจ่าย 2.525 ล้านล้านบาท เท่ากับว่ากระทรวงการคลังสามารถค้ำประกันหนี้ใหม่ได้แค่ 5.05 แสนล้านบาท

ฟังดูอาจเห็นว่ามากโข แต่ วราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ รมช.เกษตรฯ ที่กำกับดูแลสำนักงบประมาณ บอกว่า ขณะนี้รัฐวิสาหกิจต่างๆ เสนอขอให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการก่อหนี้ใหม่มา 2.4-2.5 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับการค้ำประกันเงินกู้ในโครงการรับจำนำข้าวอีกไม่น้อยกว่า 2-2.5 แสนล้านบาท

นั่นจะทำให้ในช่วง 10-11 เดือนของปีงบประมาณ 2557 กระทรวงการคลังสามารถค้ำประกันการก่อหนี้ใหม่ได้ไม่เกิน 1 แสนล้านบาทเท่านั้น

ปัญหานี้จะส่งผลให้การลงทุนใหม่ของรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่จำเป็นต้องก่อหนี้ใหม่เพื่อการลงทุนต้องชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด

โดยเฉพาะในท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศที่มีความผันผวนและยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ การลงทุนในประเทศยังคงมีความสำคัญอย่างมาก

ขณะที่งบลงทุนในปีงบประมาณ 2557 มีวงเงิน 4.41 แสนล้านบาท คิดเป็น 17.5% ของงบประมาณ ส่วนเงินลงทุนน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ยังลูกผีลูกคนอยู่

นี่จึงเป็นเงื่อนไขหลักที่รัฐบาลไม่ยอมเข้าแทรกแซงราคายางพารา เพราะตกอยู่ในภาวะหนี้ค้ำคอ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท