posttoday
หนีสภาไม่แถลงผลงานฉุดความชอบธรรม "ปู"

หนีสภาไม่แถลงผลงานฉุดความชอบธรรม "ปู"

11 กันยายน 2556

วิวาทะว่าด้วยการหนีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาผ่านการหลบเลี่ยงไม่ยอมชี้แจงผลการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของคณะรัฐมนตรี

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

วิวาทะว่าด้วยการหนีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาผ่านการหลบเลี่ยงไม่ยอมชี้แจงผลการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของคณะรัฐมนตรี หรือแถลงผลงานประจำปี ได้กลับมาเป็นประเด็นน่าสนใจอีกครั้งภายหลัง “วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์” อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ แสดงความเห็นว่ารัฐบาลได้กระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญ

“ขณะนี้รัฐบาลทำขัดรัฐธรรมนูญแล้ว 2 เรื่อง แต่ไม่มีกฎหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญก้าวล่วงไปวินิจฉัย เรื่องแรกคือ ไม่แถลงผลงานปีละ 1 ครั้งต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 75 วรรคสอง ที่กำหนดไว้...อีกเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าผิดแต่ไม่มีอำนาจวินิจฉัย คือ โครงการรับจำนำข้าว เพราะผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 84 (5) ที่บัญญัติเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐว่านโยบายที่รัฐกำหนดขึ้นต้องให้มีการแข่งขันเสรีเป็นธรรม ป้องกันการผูกขาดตัดตอน”

พลิกดูรัฐธรรมนูญมาตรา 75 วรรค 2 แล้ว จะยิ่งเป็นการตอกย้ำว่ารัฐบาลกำลังไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญชัดเจน ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “...ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องชี้แจงต่อรัฐสภาให้ชัดแจ้งว่าจะดำเนินการใด ในระยะเวลาใด เพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และต้องจัดทำรายงานแสดงผลการดำเนินการ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคเสนอต่อรัฐสภาปีละหนึ่งครั้ง”

ทว่า ในทางปฏิบัติปรากฏว่า “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้นำคณะรัฐมนตรีดำเนินการแถลงผลงานต่อสภาและวุฒิสภาให้เกิดความสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญ

ถ้ายึดตามปฏิทินแล้วรัฐบาลจะต้องแถลงผลงานต่อฝ่ายนิติบัญญัติในวันที่ 23 ส.ค. 2555 ภายหลังเข้ารับหน้าที่ครบ 1 ปี

ทั้งนี้ ตามประเพณีแล้วรัฐสภาจะแสดงความอะลุ่มอล่วยให้กับฝ่ายรัฐบาลให้สามารถแถลงผลงานต่อสภาล่าช้าได้บ้างตามสมควร แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลชุดนี้กลับปล่อยให้การแถลงผลงานเกิดความล่าช้าอย่างมีความน่าสงสัย

กล่าวคือ รัฐบาลได้ส่งรายงานผลงานการทำงานให้สภาเมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2555 ซึ่งล่าช้ากว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ถึง 3 เดือน

เวลานั้นรัฐบาลได้แสดงเจตจำนงว่าจะให้ฝ่ายค้านและ สว.ได้อภิปรายผลงานรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ แต่พอเอาเข้าจริงเมื่อมาประจวบเหมาะกับการถูกเปิดแผลในโครงการรับจำนำข้าวทำให้รัฐบาลต้องหาทางลดแรงเสียดทานลง เพื่อรักษาเสถียรภาพและความชอบธรรมรัฐบาล

ผลที่ออกมา คือ รัฐบาลต้องชะลอการแถลงผลงานออกไปก่อน หลังจากเกรงว่าหากปล่อยให้มีการแถลงผลงานไปจะก่อให้เกิดกระแสกดดันแบบสองแรงบวก เพราะเป็นช่วงเดียวกับที่ฝ่ายค้านได้ลับมีดรอเชือดรัฐบาลในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงปลายสมัยประชุมสามัญทั่วไปช่วงเดือน พ.ย.ในปีนั้นพอดี

สุดท้ายการแถลงผลงานของรัฐบาลมาเจอกับโรคเลื่อนจนถึงสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติในช่วงต้นปี 2556 และเป็นอีกครั้งที่รัฐบาลได้งัดข้ออ้างขึ้นมาเพื่อจะไม่ขอแถลงผลงานของสภา

ขณะนั้นรัฐบาลระบุว่าไม่สามารถแถลงผลงานได้ เนื่องจากสมัยประชุมนิติบัญญัติห้ามไม่ให้พิจารณาญัตติ ซึ่งการเสนอผลงานของรัฐบาลต่อสภาถือเป็นญัตติประเภทหนึ่งตามข้อบังคับการประชุมสภา

ที่สำคัญพรรคเพื่อไทยได้แถลงต่อสาธารณชนหลายครั้งว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ทันทีภายหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา พร้อมกับมีมติเสียงข้างมากในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 มี.ค. ให้สภาสามารถพิจารณาผลงานของรัฐบาลในสมัยนิติบัญญัติได้

จนแล้วจนรอดพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้เร่งให้เกิดการแถลงผลงานต่อสภาแต่อย่างใด ทั้งที่ปัจจุบันรัฐบาลได้เข้าทำหน้าที่มาแล้วถึง 2 ปี โดยรัฐบาลพยายามแก้ต่างว่าจะเร่งแถลงผลงานต่อรัฐสภาภายในสมัยประชุมสามัญทั่วไปที่จะสิ้นสุดในปลายเดือน พ.ย.แน่นอน

“การแถลงผลงานรัฐบาลครบรอบ 2 ปี ทางรัฐบาลได้เตรียมไว้แล้ว ซึ่งขณะนี้ได้ยื่นเรื่องมาที่สภาแล้ว ขึ้นอยู่กับประธานสภาว่าจะบรรจุเมื่อไหร่ คาดว่าแถลงผลงานได้ภายในเดือน ก.ย.นี้” (อำนวย คลังผา ประธานวิปรัฐบาล)

แม้จะมีคำยืนยันออกมาจากประธานวิปรัฐบาล แต่ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะได้เห็นการแถลงผลงานของรัฐบาลในสมัยประชุมนี้หรือไม่ เพราะขณะนี้พรรคเพื่อไทยกำลังเร่งผลักดันกฎหมายทางการเมืองอย่างเร่งรีบ

ไม่ว่าจะเป็น ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม รวมทั้งร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเมื่อดูจากวาระเหล่านี้แล้วทำให้มีความเป็นไปได้ที่การแถลงผลงานต้องถูกดองต่อไป

ถึงกระนั้น ต่อให้รัฐบาลประวิงเวลาแถลงผลงานออกไปจนตัวเองครบวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปีก็เป็นเรื่องยากที่จะเอาผิดกับรัฐบาล เนื่องจากไม่มีกฎหมายที่กำหนดบทลงโทษสำหรับกรณีลักษณะนี้เอาไว้ เพียงแต่อาจเป็นเหตุให้ยื่นเรื่องถอดถอนออกจากตำแหน่งได้เท่านั้น ซึ่งในทางปฏิบัติก็เห็นๆ กันอยู่ว่าการถอดถอนโดยใช้เสียงวุฒิสภานั้นเป็นไปได้ยาก

อย่างไรก็ตาม ความชอบธรรมทางกฎหมายอาจไม่สำคัญเท่ากับความสง่างามทางการเมือง ดังนั้น การใช้เวทีสภาเพื่อแถลงผลงานอาจเป็นตัวช่วยสำคัญต่อการเพิ่มความชอบธรรมให้กับตัวเองดีกว่าหนีสภาอย่างที่เห็นและเป็นอยู่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท