
แขกไม่ใช่แค่พูดเร็ว แต่แก้ปัญหาก็ไว
วันก่อนเห็นข่าวว่าเศรษฐกิจอินเดียเริ่มจะมีปัญหา ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิดค่าเงินรูปีตกยิ่งกว่าค่าเงินบาทของประเทศไทยเสียอีก ยังคิดอยู่เลยว่า เอาละซิ อินเดียเจอเข้าบ้างแล้ว ทั้งๆ ที่ดำเนินเศรษฐกิจอย่างค่อนข้างปิด การค้าขายก็ไม่ค่อยจะยอมเปิดเท่าไร ภาษีนำเข้ากว่าจะลดทีก็ยังยากเย็นแสนเข็ญ เรียกว่าเจรจากับอินเดียทีไรก็หืดขึ้นคอ ใครๆ ในวงการเจรจาการค้าก็ทราบว่าอินเดียนั้นเป็นกลุ่มที่เรียกว่า “Hardliner” เรียกร้องอะไรก็เรียกเสียสุดโต่งไม่ค่อยสมเหตุสมผล แล้วก็ไม่ยอมอะไรง่ายๆ การเจรจาที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ประเทศพัฒนาแล้วก็มักจะประณามพวก Hardliner ซึ่งก็มีอินเดียอยู่ด้วยทุกครั้ง เรียกว่าเป็นพวกไม่นิยมการค้าเสรี
วันก่อนเห็นข่าวว่าเศรษฐกิจอินเดียเริ่มจะมีปัญหา ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิดค่าเงินรูปีตกยิ่งกว่าค่าเงินบาทของประเทศไทยเสียอีก ยังคิดอยู่เลยว่า เอาละซิ อินเดียเจอเข้าบ้างแล้ว ทั้งๆ ที่ดำเนินเศรษฐกิจอย่างค่อนข้างปิด การค้าขายก็ไม่ค่อยจะยอมเปิดเท่าไร ภาษีนำเข้ากว่าจะลดทีก็ยังยากเย็นแสนเข็ญ เรียกว่าเจรจากับอินเดียทีไรก็หืดขึ้นคอ ใครๆ ในวงการเจรจาการค้าก็ทราบว่าอินเดียนั้นเป็นกลุ่มที่เรียกว่า “Hardliner” เรียกร้องอะไรก็เรียกเสียสุดโต่งไม่ค่อยสมเหตุสมผล แล้วก็ไม่ยอมอะไรง่ายๆ การเจรจาที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ประเทศพัฒนาแล้วก็มักจะประณามพวก Hardliner ซึ่งก็มีอินเดียอยู่ด้วยทุกครั้ง เรียกว่าเป็นพวกไม่นิยมการค้าเสรี
ที่ผ่านๆ มาเศรษฐกิจของอินเดียก็ทำท่าจะดีขึ้นเป็นลำดับ หลังจากที่หันมาเปิดประเทศบ้าง ยินยอมที่จะนำวัตถุดิบ (Input) หรือสินค้าที่ประเทศอื่นเขาผลิตได้ในราคาที่ถูกกว่าเข้ามาในประเทศ แถมคนอินเดียที่ได้รับการศึกษาและสมองดีก็มีจำนวนมาก และประชากรพันกว่าล้านคนก็ทำให้ตลาดในประเทศเป็นตลาดใหญ่ นอกจากนี้ อินเดียยังส่งออกบริการโดยเฉพาะ Software ไปในตลาดสหรัฐได้สูงมาก มีการจัด 5 ประเทศที่เศรษฐกิจดีวันดีคืนไว้เป็นกลุ่มที่เรียกซื่อว่า BRICS คือ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ซึ่งถือเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่เรียกว่าประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงสหรัฐต้องหันมามองและยอมรับฟัง
ดังนั้น พอเห็นข่าวว่าความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียเริ่มชะลอลง และค่าเงินก็ตก จึงเกิดความแปลกใจและสงสัย แต่ยังไม่ทันจะได้เข้าไปค้นคว้าหาสาเหตุและติดตามข่าวให้แน่ชัด ก็ได้เห็นข่าวใหม่ติดตามมา คือ ข่าวอินเดียทำความตกลงกับญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มวงเงินข้อตกลงสวอปจาก 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อให้เกิดเสถียรภาพต่อตลาดการเงินโลก รวมถึงตลาดการเงินของประเทศเกิดใหม่ด้วย (Emerging Economy) ข้อตกลงนี้ถือเป็นข้อตกลงสองฝ่าย ที่นายมันโมฮัน ซิงห์ นายกรัฐมนตรีอินเดีย คุยกับนายทาโร่ อาชิซะ รองนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นการคุยนอกรอบที่กำลังมีการประชุมสุดยอดของกลุ่มประเทศจี 20 ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย โดยข้อตกลงนี้ถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลของหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีตลาดการเงินเกิดใหม่ ว่าการที่สหรัฐ โดยธนาคารกลางของประเทศได้มีการแสดงท่าทีแล้วว่าจะชะลอ QE (มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ) ซึ่งอาจจะมีผลกระตุ้นให้เงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ดังกล่าว และมีผลกระทบต่อตลาดหุ้น ตลาดทุนของประเทศเหล่านั้น รวมถึงกระทบต่อค่าเงินของประเทศเหล่านั้นด้วย ทำให้เงินตราอ่อนค่าลง อาจมีผลทำให้เกิดเงินเฟ้อ และลุกลามไปสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ หากรัฐบาลของประเทศที่ถูกกระทบดำเนินนโยบายผิดพลาด หรือล่าช้า ขาดประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นและอินเดียยังได้ยืนยันด้วยว่า มีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปทางการเงินและภาคการลงทุนต่อไป เพื่อส่งเสริมการไหลเข้าของเงินทุนที่มีเสถียรภาพสู่อินเดียในระยะยาว
และนอกจากอินเดียจะทำความตกลงสองฝ่ายกับญี่ปุ่นเรื่องการขยายวงเงินสวอปเแล้ว อินเดียยังมีการหารือกับบราซิล รัสเซีย จีน และแอฟริกาใต้ ที่เรียกว่าเป็นการหารือในกลุ่มบริกส์ (BRICS : Brazil Russia India China SouthAfrica) และร่วมกันประกาศจัดตั้งทุนสำรองมูลค่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อรับมือกับภาวะผันผวนที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในซีเรียและความเป็นไปได้ในการชะลอ หรือลดวงเงิน QE ลง ทั้งนี้ในการประกาศที่การประชุมของกลุ่มจี 20 บริกส์ได้ระบุด้วยว่า ประเทศใดจะลงขันเท่าใด กล่าวคือ จีนจะจัดสรรงบประมาณเข้าทุนสำรองของกลุ่มบริกส์ 4.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ รัสเซีย อินเดีย และบราซิล จัดสรรงบประมาณเข้าทุนสำรองบริกส์ ประเทศละ 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และแอฟริกาใต้ จัดสรรเงินงบประมาณเข้าทุนสำรองบริกส์อีก 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
นับว่าอินเดียซึ่งค่าเงินตกลงมากกว่าไทย แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แล้วไทยล่ะ จะยอมรับความจริงและหาทางแก้ปัญหา หรือจะมัวแต่ปกปิดบิดเบือนข้อมูล ถือว่าประชาชนรู้สึกไปเอง ที่จริงก็น่าเสียดาย รัฐบาลนี้ในอดีตเคยมีแนวคิดให้ ASEAN Plus มาตั้งกองทุนช่วยเหลือกันเอง จะได้ไม่ต้องพึ่ง IMF (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) แต่ไม่มีใครสานต่อ รวมทั้งในคราวนี้ด้วย อาจมัวแต่มองทุกอย่างเป็นการเมืองและผลประโยชน์ส่วนตัวกันไปหมดหรือเปล่า ก็หวังแต่เพียงว่าจะมีคนคิดได้และคิดแก้ปัญหาได้ไวแบบแขก
สำหรับท่านผู้อ่านที่ยังไม่ได้คุ้นเคยกับจี 20 ก็ขอสรุปสั้นๆ ว่า เป็นกลุ่มรัฐมนตรีคลัง และผู้ว่าการธนาคารชาติของประเทศสมาชิก 20 ประเทศ มาประชุมปรึกษาหารือกันในเรื่องระบบการเงินระหว่างประเทศ ได้แก่ แอฟริกาใต้ สหรัฐ แคนาดา เม็กซิโก บราซิล อาร์เจนตินา จีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี อินเดีย อินโดนีเซีย รัสเซีย ตุรกี สหภาพยุโรป เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี ซาอุดิอาระเบีย และออสเตรเลีย โดยจะมีการประชุมระดับผู้นำเป็นครั้งคราว (Periodic)







