posttoday
ปากท้องประชาชนสำคัญกว่าจีดีพี

ปากท้องประชาชนสำคัญกว่าจีดีพี

11 กันยายน 2556

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในเดือน ต.ค.นี้ ไฮไลต์ที่ กนง.จะหารือกันไม่ใช่เรื่องการขึ้นหรือลงดอกเบี้ย แต่จะเป็นการหารือถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าของไทย ซึ่งจะมีผลต่อเงินทุนไหลออก โดยเฉพาะการจะเลิกหรือคงมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ทำให้ตลาดเงินตลาดทุนปั่นป่วนไปทั่วโลก

เดาได้ไม่ยากว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะทำเรื่องเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ กนง.ว่าจะปรับลดอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลงจากที่ประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้ว่าจะเติบโตไม่ถึง 4% จากที่ตั้งเป้าไว้ 4.2%

การลดอัตราการเติบโตของจีดีพีของ ธปท.จะไปในแนวทางเดียวกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 4%

ไม่เพียงหน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจไทยจะลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่นักวิเคราะห์และหน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจในต่างประเทศ ต่างพร้อมใจกันลดการเติบโตของจีดีพีไทยลงทั่วหน้าเช่นกัน อาทิ ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) อยู่ระหว่างทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่าจะลดจีดีพีของไทยลงเหลือกรอบ 44.3% จากเดิมที่ประมาณการไว้ 4.9%

เครดิต สวิส ธนาคารชั้นนำของยุโรปได้ปรับลดจีดีพีไทยลงเหลือ 2.7% ตามมาด้วย มอร์แกน สแตนเลย์ บริษัทบริการการเงินระดับโลก ลดประมาณการเศรษฐกิจไทยและอาเซียน 4 ประเทศลง โดยได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยใหม่ ให้ขยายตัวลดลง เหลือ 3.7% ในปีนี้ จากเดิมที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ระดับ 4.7%

สำหรับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก มีแนวโน้มที่จะประกาศปรับลดจีดีพีของไทยในเร็วๆ นี้ เช่นกัน

การที่จีดีพีของประเทศไทยในปีนี้เติบโตลดลง ถือว่าเป็นเรื่องเลวร้ายหรือไม่

การจะเลวร้ายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมุมมองและการวัดผลของความสำเร็จในนโยบายบริหารเศรษฐกิจว่าจะวัดจากอะไร

ในทางการเมือง มักจะหยิบยกเอาตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจมาเป็นผลงาน ผู้นำรัฐบาลภูมิใจที่จะบอกว่าจีดีพีของประเทศในปีนี้เติบโตสูงเป็นตัวเลขเท่าใดมากกว่าที่จะประกาศว่าได้บริหารประเทศมีเสถียรภาพมากแค่ไหน

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ระบุว่า หากมองในแง่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2554 ที่รัฐบาลเข้าบริหารปีแรกเศรษฐกิจโตเพียง 0.1% มาในปี 2555 จีดีพีโต 6.5% หรือเฉลี่ย 2 ปีเศรษฐกิจโตเกิน 3% เล็กน้อย

จีดีพีที่โตขึ้นนี้ เท่ากับค่าเฉลี่ยปี 25492555 ซึ่งต่ำสุดในอาเซียน ยกเว้นบรูไน

นอกจากนี้ นโยบายประชานิยมการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อสร้างให้จีดีพีโตถึง 6.5% ในปีที่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นแผนระยะสั้นและเริ่มส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ ประการแรก เศรษฐกิจไทยขาดความยั่งยืน จากการที่รัฐต้องกันงบประมาณรายจ่ายจำนวนมากเพื่อใช้ในโครงการประชานิยม ทั้งการจำนำข้าว รถยนต์คันแรก โครงการพักหนี้ และการเข้าแทรกแซงกลไกตลาดสินค้าหลายชนิด จนส่งผลให้งบการลงทุนเหลือสัดส่วนเพียง 17% เท่านั้น

ประการที่ 2 ผลจากนโยบายประชานิยมยังทำให้เศรษฐกิจขาดเสถียรภาพ เพราะเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่เศรษฐกิจไทยกลับมาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอีกครั้ง อันเนื่องจากการส่งออกและการนำเข้าน้ำมันจากผลของนโยบายรถคันแรกและการพยุงอุ้มราคาพลังงาน

หากจีดีพีที่หดตัวลง ส่วนหนึ่งมาจากการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่สำคัญอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ชะลอตัวลง และอีกส่วนหนึ่งมาจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลเอง

ถ้าจะต้องโชว์ผลงานการบริหารประเทศ รัฐบาลจะไม่โฟกัสไปที่ตัวเลขจีดีพี แต่จะโฟกัสไปที่ตัวเลขอื่นที่ยังขยายตัวได้ดีกว่า

การวัดความสำเร็จของการบริหารประเทศ สามารถวัดด้วยตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น อาจวัดจากรายได้ประชาชาติ จำนวนการว่างงาน สุขภาพ การศึกษา การพักผ่อนหย่อนใจ ความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ฯลฯ

จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า คนไทยมีรายได้มากขึ้น โดยในปี 2550 รายได้ต่อหัวต่อคนอยู่ที่ 67,560 บาท ปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็น 71,949 บาท

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าตัวเลขในปี 2554 ลดต่ำลงอย่างฉับพลัน เหลือ 54,000 บาท เป็นผลกระทบจากเหตุการณ์ “มหาอุทกภัย” แต่ก็ตีกลับมาได้ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา จากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาททั่วประเทศ

นอกจากนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยปกติ หากไม่มีรายการผิดปกติ การขยายตัวปีละ 24% อยู่ในวิสัยที่ทำได้เป็นปกติไปแล้ว แต่การที่ฝ่ายการเมืองไปให้ค่ากับการประเมินผลงานของรัฐบาลด้วยตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลต้องตั้งเป้าจีดีพีให้ขยายตัวสูงๆ ไว้

นอกจากนี้ การก่อหนี้สาธารณะให้มากขึ้น เพื่อหวังให้มีงบลงทุนมากระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ทำให้ต้องเบ่งตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจให้สูงเข้าไว้ ไม่เช่นนั้นจะทำให้จำนวนหนี้สาธารณะสูงเกินกรอบการคลังยั่งยืน และเข้าสู่เขตอันตราย

ฉะนั้น การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจึงดูประหนึ่งจะเลวร้าย หากตัวเลขขยายตัวต่ำ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การกินดีอยู่ดีสำคัญกับชีวิตคนไทยมากกว่าตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจมาก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท