
ทัวร์นอกเสียเที่ยวประเทศเสียโอกาส
ท่ามกลางภาวะข้าวยากหมากแพง รัฐบาลกระเป๋าแบน หนี้หลายตัวกำลังไต่ระดับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่รัฐบาลกลับทุบสถิติทัวร์นอก
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ท่ามกลางภาวะข้าวยากหมากแพง รัฐบาลกระเป๋าแบน หนี้หลายตัวกำลังไต่ระดับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่รัฐบาลกลับทุบสถิติทัวร์นอก
2 ปีที่ผ่านมา นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางไปปฏิบัติภารกิจต่างประเทศถึง 42 ประเทศ ยังไม่นับรวมภารกิจล่าสุดการเดินทางเยือนสมาพันธรัฐสวิส สาธารณรัฐอิตาลี และมอนเตเนโกร ระหว่างวันที่ 815 ก.ย.นี้
“สมชาย แสวงการ” สว.สรรหา คณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา ระบุว่า จำนวนเที่ยวการเดินทางของ ยิ่งลักษณ์ เยอะเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจาก บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ และ จอร์จ บุช อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ โดยใช้งบประมาณกว่า 300 ล้านบาท
ไม่แปลกที่การใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชนจึงถูกตั้งคำถามถึง “ความคุ้มค่า” ว่าภารกิจเยือนต่างประเทศของนายกฯ เป็นไปอย่างเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน และผลลัพธ์ที่ได้กลับมาตรงตามที่คาดหวังอย่างไร
เพราะหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนต่างประเทศแต่ละครั้ง กลับไม่มีการนำเสนอรายละเอียด ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกระชับความสัมพันธ์ หรือเปิดช่องทางประสานการค้าระหว่างประเทศนั้นๆ
ส่องดูคำแถลงของ “ธีรัตถ์ รัตนเสวี” โฆษกประจำสำนักนายกฯ เนื้อหาส่วนใหญ่ยังเป็นกรอบการปฏิบัติกว้างๆ ที่ไม่มีรายละเอียดแบบจับต้องได้ ทั้งการอธิบายว่า การเยือนต่างประเทศตั้งแต่ 25542556 เป็นการเยือนประเทศในกลุ่มอาเซียน 9 ประเทศ เป็นการเยือนอย่างเป็นทางการ 26 ประเทศ และเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศ 19 การประชุม
ส่วนหนึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ แนะนำตัวหลังจากเข้ารับตำแหน่ง อีกด้านหนึ่งยังเป็นการเปิดความสัมพันธ์ เปิดโอกาสความร่วมมือ ตลาดการค้า การลงทุน รวมถึงการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับเศรษฐกิจไทยอีกด้วย
แต่ข้อมูลที่ปรากฏออกมาเวลานี้ดูจะไม่สอดรับกับภารกิจเดินสายทัวร์ต่างประเทศที่คิวยาวเป็นหางว่าว ทั้งช่วงที่ผ่านมา และมีโปรแกรมต่อเนื่องไปถึงอนาคต
ดังจะเห็นว่ามูลค่าการส่งออกกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่คาดหวัง ตามข้อมูลตัวเลขจากกระทรวงพาณิชย์ มูลค่าการส่งออกรวม 7 เดือน ตั้งแต่ ม.ค.ก.ค. เพิ่มขึ้นเพียง 0.60% คิดเป็นมูลค่า 132,368 ล้านเหรียญสหรัฐ
ห่างไกลกับเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายขยายตัวของปีนี้ไว้ที่ 77.5% หรือมูลค่า 245,000246,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถึงขั้นทำให้อาจต้องมีการปรับเป้ากันใหม่
ถึงกระนั้นการหอบหิ้วนักธุรกิจ ภาคเอกชน ร่วมคณะไป “โรดโชว์” กับประเทศต่างๆ กลับยังไม่เห็นความคืบหน้าที่เป็นชิ้นเป็นอัน จนถึงขั้นบรรลุเป็นข้อตกลงชัดเจน
สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่กำลังซบเซา ดัชนีหลายตัวกำลังเสื่อมถอย ถึงขั้นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่งเตรียมปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่
เสียงวิพากษ์วิจารณ์จึงดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อการทัวร์นอกอาจเสียเที่ยว!!!
แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับการสูญเสียโอกาส เมื่อผู้นำสูงสุดของประเทศใช้เวลาไม่น้อยไปกับภารกิจต่างประเทศ จนละเลยภารกิจในประเทศ ทั้งที่ยังมีเรื่องจำเป็นเร่งด่วนเรียงคิวยาวเป็นหางว่าวรอให้สะสางอยู่อีกมาก
แถมยังเป็นที่สังเกตว่าจังหวะเวลาเยือนต่างประเทศหลายช่วงเกิดขึ้นในห้วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานของประเทศ บรรยากาศการเมืองกำลังร้อนแรง หรือชาวบ้านกำลังเดือดร้อน ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน
จึงอาจถือเป็นความเสียหาย ซึ่งเมื่อตีเป็นมูลค่าแล้วอาจเสียหายมากกว่าผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ที่ได้มาจากการเยือนต่างประเทศไปกระชับความสัมพันธ์ หรือเปิดช่องทางการค้า ซึ่งยังไม่เห็นความชัดเจนที่จับต้องได้เป็นรูปธรรม
เลวร้ายกว่านั้นเมื่อมีเสียงวิจารณ์กันหนาหูว่า ภารกิจเยือนต่างประเทศของนายกฯ เป็นไปเพื่อต้องการ “ลอยตัว” หลีกหนีความรับผิดชอบ ในปมปัญหาการเมือง ที่อาจวกกลับมาเป็นปัญหาให้ถูกดำเนินคดีได้ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายนิรโทษกรรม ไปจนถึงช่วงเวลาที่จะต้องติดตามสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ที่ห่วงกันว่าจะเป็นชนวนปะทุไปสู่ความรุนแรง
จากนี้ต่อไป ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องคงจะต้องกลับไปทบทวนปรับรายละเอียดทริปเยือนต่างประเทศใหม่ ให้เกิดประโยชน์ที่ชัดเจนจับต้องได้ ที่สำคัญ ต้องให้น้ำหนักสร้างความสมดุลกับภารกิจทั้งในและนอกประเทศ ท่ามกลางสภาวะการเมืองที่เริ่มร้อนระอุ







