posttoday
สองมาตรฐานอุ้มข้าวไม่พยุงยาง

สองมาตรฐานอุ้มข้าวไม่พยุงยาง

09 กันยายน 2556

การชุมนุมของชาวสวนยางที่ไม่พอใจการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ในช่วง 10 วันของการชุมนุมมีการประเมินความเสียหายเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

การชุมนุมของชาวสวนยางที่ไม่พอใจการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ในช่วง 10 วันของการชุมนุมมีการประเมินความเสียหายเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท หากการเจรจาไม่มีข้อยุติที่พ้องกันทั้งฝ่ายรัฐและชาวสวนยาง คงต้องประเมินความเสียหายแบบวันต่อวัน

ย้อนหลังกลับไป สาเหตุที่ม็อบสวนยางขยายผลและบานต่อนานเกือบครึ่งเดือน มาจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ หรือ กนย. ที่มี กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง มีมติไม่เข้าแทรกแซงราคายางพาราให้อยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท ตามข้อเรียกร้องของชาวสวนยาง ที่คนใน ครม.ต่างบอกว่าเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นม็อบการเมือง

กิตติรัตน์ยอมถอยก้าวเล็กๆ จ่ายเงินช่วยเหลือปัจจัยการผลิตในอัตราไร่ละ 1,260 บาท สำหรับชาวสวนยางที่มีพื้นที่ไม่เกิน 10 ไร่ ก่อนขยายเป็นไม่เกิน 25 ไร่ในที่สุด

การตีกลับข้อเสนอของชาวสวนยาง 14 จังหวัดภาคใต้ยังส่งผลสะเทือนถึงชาวสวนยางที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ 43 จังหวัด ทั้งในแถบ จ.ระยอง และหลายจังหวัดในภาคอีสาน เช่นใน จ.อุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ รวมถึงภาคเหนือ และผลักดันให้ชาวสวนยางเหล่านี้พร้อมใจลุกฮือยกระดับการชุมนุมม็อบสวนยางเป็น “ม็อบระดับชาติ”

เพียงแต่รัฐบาลยังกุมสภาพม็อบสวนยางภาคอีสานและภาคเหนือได้อยู่หมัด เพราะเป็นฐานเสียงแต่ดั่งเดิม และเคลียร์กันง่ายกว่าภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ของพรรคการเมืองขั้วตรงข้าม

แต่นั้นสะท้อนได้ว่าความจริงใจในการช่วยเหลือชาวสวนยางกับการอุ้มชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดต่างกันราวฟ้ากับดิน

เพราะหากวิเคราะห์ตัวเลขในโครงการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรของรัฐบาลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าใช้เงินไปแล้วกว่า 6.7 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เกือบ 90% เป็นการใช้เงินในการรับจำนำข้าวราว 6 แสนล้านบาท ที่เหลืออีก 67 หมื่นล้านบาท เป็นการแทรกแซงราคาพืชอื่น ได้แก่ ยางพาราใช้เงินไปจริงๆ เพียง 2.2 หมื่นล้านบาท

แต่เมื่อไปพินิจมาตรฐานการช่วยเหลือชาวนา ก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องสองมาตรฐานชัดเจน ล่าสุด ครม.ประกาศอุ้มชาวนาต่อด้วยการคงเงินรับจำนำข้าวที่ตันละ 1.5 หมื่นบาท คาดว่าในปี 2557 จะต้องใช้เงินไปอุ้มรับจำนำข้าวอีก 2.7 แสนล้านบาท

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมายที่รัฐบาลอาจต้องใช้เงินอุ้มโครงการรับจำนำข้าวสูงกว่าราคาตลาดเกือบเท่าตัวเป็นเงินมากถึง 1 ล้านล้านบาท ในช่วง 3 ปี เพียงเพราะชาวนาคือฐานเสียงที่สำคัญของรัฐบาลนี้

ขณะที่พืชอื่นอย่างยางพารา ที่มีเกษตรกรปลูกยางทั่วประเทศราว 1 ล้านคน มีเนื้อที่ปลูกอยู่ 13.8 ล้านไร่ ผลผลิตต่อปีเพียง 3.62 ล้านตัน มียอดส่งออกยางต่อปีอยู่ 4 แสนล้านบาท ขณะที่ยอดส่งออกข้าวอยู่ที่ปีละ 2 แสนล้านบาท

แต่รัฐบาลกลับปฏิเสธข้อเรียกร้องเรื่องขอให้ช่วยประกันราคายางที่กิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งน่าจะใช้เงินไม่กี่หมื่นล้านบาท ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเงินที่ใช้จำนำข้าว 6 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ยังต้องยอมรับว่าที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยสนับสนุนหรือผลักดันให้ยางพาราเป็นโปรดักต์แชมเปียน ปล่อยให้อยู่กันตามมีตามเกิด แถมยังไม่ให้ความช่วยเหลือชาวสวนยางเมื่อราคายางตกต่ำ อ้างกลไกราคาตลาด บอกว่าลงตามความต้องการที่ลดลงหลังเศรษฐกิจโลกถดถอย เศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป ซบเซา รวมถึงจีนซึ่งหันมาปลูกยางเองและลดนำเข้ายางจากไทย

ต่างกับการรับจำนำข้าว ที่รัฐบาลยอมหลับหูหลับตารับจำนำในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด ไม่สนใจเรื่องกลไกราคาที่บิดเบือน เป็นตรรกะสองมาตรฐานอย่างชัดเจน ที่สำคัญสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ประเมินผลขาดทุนโครงรับจำนำว่า ถ้าปิดบัญชีหมดแล้วอาจเจ๊งถึง 4 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ยังพบว่า การแทรกแซงราคายางด้วยการให้กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง หรือ กสย. ไปซื้อยางจากสถาบันเกษตรกร ซึ่งสถาบันฯ ก็ไปรับซื้อยางแผ่นจากเกษตรกรอีกที่หนึ่งนั้น ผลผลิตที่ได้จะนำมาแปรรูปเป็นยางลูกขุน หรือเก็บในรูปยางแผ่นรมควัน หากเก็บดีๆ ผลผลิตจะไม่เสียหายแม้จะเก็บนาน23 ปี ต่างจากข้าวที่มีข่าวว่าข้าวที่เข้าโครงการรับจำนำเน่าเสียหายไปแล้วมากมาย

นั่นอาจคิดไปได้ว่าสาเหตุที่รัฐบาลไม่ยอมช่วยชาวสวนยางที่เดือดร้อน เพราะรัฐบาลเกิดความระแวงต่อม็อบชาวสวนยางครั้งนี้ว่าได้รับแรงหนุนจากพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม จึงทำให้รัฐบาลไม่ให้ความสนใจในข้อเรียกร้องของชาวสวนยางและเล่นเกมยื้อ ต่างจากม็อบชาวนาที่บุกเข้าทำเนียบเพียงหนเดียว ก็สามารถดึงราคารับจำนำจากที่การเสนอให้ลดราคาจำนำเหลือ 1.2 หมื่นบาทต่อตัน กลับที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตันได้แบบปอกกล้วยเข้าปาก

นอกจากนี้ยังมองว่าการอุ้มชาวสวนยางที่ไม่ใช่ฐานเสียงของรัฐบาลด้วยการแทรกแซงราคายางเหมือนข้าว อาจเป็นการเลี้ยงงูเห่า เพราะเท่ากับเป็นการอัดเงินไปต่อท่อน้ำเลี้ยงให้ฝ่ายตรงข้ามได้

นอกจากนี้ มาตรการให้ความช่วยเหลือจากรัฐบาลจึงออกมาเป็นมติ ครม. เมื่อ 3 ก.ย. ที่มุ่งไปที่ปลายน้ำ นั่นคือให้ธนาคารของรัฐ 2 แห่งอัดเงินสินเชื่อ 2 หมื่นล้านบาท แก้ปัญหาราคายางตกต่ำที่ปลายทาง ได้แก่ ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อวงเงิน 5,000 ล้านบาท ให้เกษตรกรนำไปลงทุนแปรรูปยางแผ่นดิบเป็นผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และให้ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการโรงงาน เพื่อปรับปรุงเครื่องจักรอุตสาหกรรม วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท

ทำให้เกิดข้อสงสัยให้ชวนคิดว่า หากจะช่วยวิธีนี้ไม่แคล้วเข้าตำรา กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้

นอกจากนี้ ผลจากการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพของ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง หรือ สกย. ซึ่งที่ผ่านมา 2 ปี รับจำนำยางได้กว่า 2 แสนตัน แต่ยังไม่สามารถระบายยางออกสู่ตลาดได้ ทำให้รัฐบาลไม่อยากให้การรับจำนำยางเกิดผลขาดทุนไปมากกว่านี้ เพราะราคายางปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ที่ 70 80 บาทต่อกิโลกร้ม และมีแนวโน้มจะขยับราคาขึ้นได้อีก แต่คงไม่ถึง 100 บาทต่อกิโลกรัมตามข้อเรียกร้องของเกษตรกร ขณะเดียวกัน หากเทียบต้นทุนระหว่างยางกับข้าว จะพบว่าต้นทุนการปลูกยางพาราตกราวไร่ละ 7,0009,000 บาท ขณะที่ต้นทุนค่าแรงงานของการทำสวนยางและการปลูกข้าวต่างกัน ทำให้มีต้นทุนที่ต่างกัน นั่นเพราะนำการกรีดน้ำยางขายในตลาดมีระบบเฉพาะที่เรียกว่า 50 ต่อ 50 หรือ 60 ต่อ 40 เช่น เจ้าของสวนได้ 50% คนรับจ้างกรีดยางได้ 50% ของรายได้จากการขายน้ำยาง ต้นทุนต่อกิโลกรัมของน้ำยาง และต้นทุนการปลูกข้าวต่อกิโลกรัม

ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รายงานต้นทุนการปลูกยางพาราอยู่ที่กิโลกรัมละ 64.19 บาทของภาคอีสาน และต้นทุน 74 บาทของภาคใต้ ด้านเกษตรกรสวนยางแจ้งว่า ต้นทุนอยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งยางเป็นพืชที่ใช้เวลาปลูก 7 ปีกว่าจะกรีดน้ำยางได้ ทำให้มีต้นทุนสะสมค่อนข้างสูง

ดังนั้น การที่กิตติรัตน์ใช้ตรรกะ “กิโลต่อกิโล” มาเทียบกัน ยิ่งสะท้อนว่าคนเข้าไปเจรจาแก้ปัญหา ไม่รู้ระบบอย่างแท้จริง จะเจรจากันกี่ครั้งก็พูดกันไม่รู้เรื่อง เพราะมีฐานความคิดและข้อเท็จจริงต่างกันประกอบด้วย

1 ค่าพันธุ์ยาง (ยางชำถุง) ใช้ 8090 ต้น/ไร่ เฉลี่ยอยู่ที่ต้นละ 3555 บาท หากคิดราคาต้นละ 50 บาท ต้นทุนกล้ายางเฉลี่ยประมาณ 4,000 บาท

2 ค่าปรับพื้นที่ 3,500 บาท/ไร่ ค่าไถพรวนดิน 400750 บาท/ไร่

3 ค่าขุดหลุมปลูกยางต้นละ 5 บาท จำนวน 80 หลุม รวม 400 บาท/ไร่

4 ค่าแรงงาน 300 บาท/ไร่

5 ค่าปุ๋ยรองก้นหลุม 6070 บาท/ไร่

6 ค่าปุ๋ยบำรุง 500700 บาท/ไร่

7 สารเคมี 250 บาท/ไร่ และบางพื้นที่ต้องลงทุนระบบน้ำด้วย

ทั้งนี้ ขณะที่ราคายาง ณ 6 ก.ย. ของตลาดกลางยางพารา อ. หาดใหญ่ ระบุราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ 76.70 บาท ต่อ กก. ยางดิบอยู่ที่ 78.40 บาทต่อ กก. ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 80.55 บาทต่อ กก. ซึ่งถือว่าชาวสวนยางแทบไม่มีกำไรหากแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควัน

ขณะที่การปลูกข้าวที่รัฐบาลจำเป็นต้องเข้าไปอุ้มด้วยเหตุผลการเมืองนั้น วันนี้ต้นทุนปลูกข้าวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แจ้งว่าอยู่ที่ 6,000 บาทต่อไร่ แต่ตัวแทนชาวนาแจ้งว่าพวกเขามีต้นทุนปลูกข้าวรวมค่าเช่าที่นา 7,0008,000 บาทต่อไร่ การที่รัฐบาลยังคงราคารับจำนำข้าวที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน เมื่อหักความชื้นแล้ว ชาวนาจะได้เงินประมาณ 1.2 หมื่นบาทต่อตัน เท่ากับชาวนายังมีกำไรส่วนต่างอยู่ที่ 4,0005,000 บาทต่อตัน ซึ่งเป็นรายได้ที่สูงกับการปลูกข้าว ที่ปลูกได้ 23 รอบต่อปี

นี้คือตัวอย่างต้นทุนของชาวนาที่ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลให้คงราคารับจำนำไว้ที่ 1.5 หมื่นบาท โดยอ้างว่ามีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 9,000 บาทต่อตัน

1 ค่าเตรียมดิน 90 บาท

2.ค่ารถตีดินพร้อมน้ำมัน 500550 บาท

3.ค่าทำเทือกพร้อมค่าน้ำมัน300 บาท

4.ค่าพันธุ์ข้าว650 บาท

5.ค่าแรงหว่านข้าว 80บาท

6.ค่ายาคุมและค่าแรงฉีดยา200บาท

7.ค่ายาฆ่าหญ้าและค่าแรง 320 บาท

8.ค่าปุ๋ยลูกละ 850 บาท

9.ค่ายาฉีดฆ่าแมลง และค่าแรง 1,350 บาท

10.ค่น้ำมันวิดน้ำ 300 บาท

11.ค่าดายหญ้า 300 บาท

12.ค่ารถเกี่ยวข้าว330 บาท

13.ค่ารถขนข้าวไปโรงสี 150200 บาท

14.ค่าเช่าที่นา 1,000 บาทต่อไร่

15.ค่าน้ำมันเครื่องรถมอเตอร์ไซด์ 300 บาท

16. ค่าอาหารเลี้ยงคนงานระหว่างเก็บเกี่ยว200 บาท

รวมเป็นต้นทุนต่อไร่ 6,970 บาท หรือคิดเป็นต้นทุนต่อข้าว 1 ตัน จะเท่ากับ 9,000 บาท เชื่อว่าจากนี้ม็อบสวนยางน่าจะเรียกพลเพื่อยกระดับเป็นม็อบระดับชาติได้ไม่ยาก

หากรัฐบาลยังทำตัวสองมาตรฐาน ยอมรับจำนำข้าวแพงและขาดทุนมหาศาล แต่กับการแก้ปัญหาราคายางพาราเรียกว่าต่อรองจนไม่มีใครต่างยอมใคร และยิ่งใช้วิธีการประกันรายได้ ยิ่งเป็นสิ่งที่แสลงหูนัก ทั้งที่การจ่ายเงินจ่ายส่วนต่างราคาขายจริงกับราคาประกัน ใช้เงินไม่มากมายนัก

แต่ถ้ากลัวชาวสวนยางขายทุกราคา จนราคายางตก เพราะได้รับการประกันราคาอยู่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท