posttoday
ศก.มะกันเผยความแกร่งพิสูจน์ศักยภาพฟื้นความเชื่อมั่น

ศก.มะกันเผยความแกร่งพิสูจน์ศักยภาพฟื้นความเชื่อมั่น

09 กันยายน 2556

เหนือความคาดหมายของบรรดานักวิเคราะห์หลายสำนักไม่น้อย จากก่อนหน้านี้ที่ส่วนหนึ่งออกมากล่าวเตือนท่าทีของสหรัฐซึ่งโน้มเอียงไปในทางก่อสงคราม

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เหนือความคาดหมายของบรรดานักวิเคราะห์หลายสำนักไม่น้อย จากก่อนหน้านี้ที่ส่วนหนึ่งออกมากล่าวเตือนท่าทีของสหรัฐซึ่งโน้มเอียงไปในทางก่อสงครามว่าอาจส่งผลกระทบต่อสภาพการฟื้นตัวเติบโตของเศรษฐกิจประเทศที่ยังไม่มั่นคงแข็งแรงในระดับเหมือนเช่นในอดีตที่สหรัฐยกกองทัพบุกอิรัก

เหตุผลเพราะในระหว่างที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ยกประเด็นเตรียมบุกซีเรียให้สภาคองเกรสช่วยพิจารณาอนุมัติ รวมถึงหยิบมาพูดคุยในเวทีประชุม จี20 รายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐในด้านต่างๆ ที่ทยอยออกมาในช่วงนี้ ล้วนสะท้อนภาพการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของสหรัฐได้เป็นอย่างดี

เรียกได้ว่า แม้จะตกอยู่ท่ามกลางวิกฤตที่น่าหวาดวิตกอย่างซีเรีย แต่อย่างน้อยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้กลายเป็นบทพิสูจน์สำคัญที่ช่วยให้เห็นเสถียรภาพและแนวโน้มความแข็งแกร่งของสหรัฐได้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ตัวเลขแรกสุดก็คือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ระหว่างเดือน เม.ย.มิ.ย. ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 2.5% มากกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้เบื้องต้นว่าจะอยู่ที่ 1.7%

แม้ว่าอัตราการเติบโตข้างต้นจะยังคงช้ากว่าระดับที่สหรัฐต้องการเพื่อช่วยให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ความต่อเนื่องในหลายไตรมาสทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจีดีพีของสหรัฐมีแววว่าจะโตแตะระดับกว่า 3% ในระยะยาวนับต่อจากนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นมากนัก

สำหรับตัวเลขต่อมาก็คือการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมบริการ ซึ่งถือเป็นแหล่งจ้างงานให้กับชาวสหรัฐถึง 90% ในเดือน ส.ค.มีการเติบโตในอัตราที่เร็วที่สุดในรอบ 8 ปี โดยได้รับอานิสงส์สำคัญจากปริมาณการจ้างงานของบรรดาบริษัทต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นประเด็นที่บ่งชี้ได้ว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 1 ของโลกแห่งนี้เริ่มมีเรี่ยวแรงขับเคลื่อนมากขึ้น

ดัชนีนอกภาคการผลิตของสถาบันการจัดการซัพพลาย (ไอเอสเอ็ม) ซึ่งเป็นปัจจัยวัดการขยายตัวภาคธุรกิจบริการในสหรัฐมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 58.6 จุดในเดือน ส.ค. จาก 56 จุดในเดือนก่อนหน้า และยังเป็นการปรับเพิ่มขึ้นที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2548 ขณะเดียวกัน ไอเอสเอ็มยังพบว่าตัวเลขคำสั่งซื้อของภาคอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2554

ขณะที่ ข่าวดีจากสหรัฐถัดมาก็คือยอดขายบ้านและรถยนต์ รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับบ้าน เช่น เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ตกแต่งหรือซ่อมแซมบำรุงบ้าน ปรับเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณความต้องการสินค้าดังกล่าวในตลาดสหรัฐปรับเพิ่มขึ้นตามยอดขายบ้านและรถยนต์

ทั้งนี้ รายงานสมุดปกเบจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ฉบับล่าสุดสรุปว่า กิจการภาคการผลิตทั้งหมดของประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้นแต่ไม่ได้หวือหวามากนัก ทั้งในเดือน ก.ค. และ ส.ค. ขณะที่ความต้องการสินค้าวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ บ้าน และโครงสร้างพื้นฐานจัดอยู่ในระดับแกร่งน่าพอใจ

นอกจากนี้ ปัจจัยบ่งชี้การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ ก็คือจำนวนการว่างงานในตลาดสหรัฐ เพราะงานคือแหล่งรายได้หลักสำคัญของผู้บริโภคชาวสหรัฐที่จะช่วยเพิ่มปริมาณความต้องการบริโภคสินค้าภายในประเทศ และทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ โดยการบริโภคของประชาชนคิดเป็นสัดส่วน 70% ของจีดีพีทั้งหมดของสหรัฐเลยทีเดียว

กระทรวงแรงงานของสหรัฐรายงานว่าตัวเลขการขอรับประโยชน์จากการว่างงานซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ส.ค. มีการปรับตัวลดลงถึง 9,000 ราย ลงมาอยู่ที่ 3.23 แสนราย โดยนับระดับที่ต่ำที่สุดตั้งแต่เดือน ต.ค. 2550ขณะที่อัตราการว่างงานในเดือน ส.ค. ปรับลดลงมาอยู่ที่ 7.3% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 5 ปี

เดวิด สโลน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากโฟร์คาสต์ อิงค์. ในนิวยอร์ก กล่าวว่า ตัวเลขข้างต้นแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของสหรัฐเริ่มกลับมาขยับเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง โดยเมื่อในภาพรวมสหรัฐมีการเติบโตได้ต่อเนื่องพร้อมกับปริมาณการจ้างงานที่มากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อจำนวนเงินเพื่อการจับจ่ายใช้สอยในกระเป๋า ดังนั้น สโลนจึงไม่ลังเลที่จะกล่าวแสดงความเห็นว่าสหรัฐกำลังกลับมา

ความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากโฟร์คาสต์ข้างต้นได้รับการยืนยันอย่างหนักแน่นจากผลสำรวจขีดความสามารถด้านการแข่งขันของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่พบว่า อันดับความสามารถด้านการแข่งขันของธุรกิจสัญชาติสหรัฐขยับปรับขึ้นจากอันดับ 7 จากการจัดอันดับครั้งก่อนหน้ามาอยู่ที่อันดับ 5 ในปีนี้ ซึ่งหมายความว่าภาคธุรกิจของสหรัฐเริ่มมีความเชื่อมั่นที่จะขยับขยายการลงทุน รวมถึงการจ้างงานเพิ่ม

ด้าน ไมเคิล เฟโรลี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐประจำ เจ.พี. มอร์แกน เชสแอนด์โค ในนิวยอร์ก มองว่า สัญญาณทั้งหมดที่เกิดขึ้นคือปัจจัยทางบวกที่สร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐเป็นอย่างมาก ขณะที่ตัวเลขผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้ที่ระบุถึงจำนวนการว่างงานที่ลดลง กำลังแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มการเติบโตของสหรัฐจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกหลายสำนักยังอดที่จะออกปากเตือนไม่ได้ว่าแม้สหรัฐจะฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง แต่สภาพของการฟื้นในครั้งนี้ยังคงเปราะบาง หรืออาจเรียกได้ว่า หากมีปัจจัยด้านลบเข้ามากระทบเล็กน้อยก็อาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐชะงักได้โดยง่าย

ทั้งนี้ ปัจจัยข้างต้นหมายรวมถึงการเริ่มต้นเดินหน้าชะลอนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) อย่างการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลอายุ10 ปี เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และการจัดการกับการขาดดุลงบประมาณประเทศที่ยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับจีดีพี

นอกจากนี้ แม้การว่างงานจะลดลง แต่สาเหตุของตัวเลขดังกล่าวกลับเป็นผลมาจากการที่ชาวสหรัฐเลิกหางาน ทำให้ไม่เข้าข่ายว่ากำลังว่างงาน ไม่ได้เป็นผลจากการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แถมยอดจ้างงานเดือน ส.ค. ยังอยู่ที่เพียง 1.69 แสนตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าจะสูงถึง 1.8 แสนตำแหน่ง ส่งผลให้นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่าเป็นความเสี่ยงที่ไม่อาจมองข้ามได้เช่นกัน

ดังนั้น ยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐยังมีบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งมากมายที่ยังคงต้องเผชิญ ก่อนที่จะสามารถพูดได้เต็มปากว่าสหรัฐรอดพ้นจากวิกฤตและขยายตัวเติบโตได้อย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท