
เปิดสูตรคิด"สภาปฏิรูปคู่ขนาน"
การลุกขึ้นจากล่างขึ้นบน สะท้อนว่าการปฏิรูปของรัฐบาลเวลานี้ยังมองไม่ได้ไกล ซึ่งภาคประชาชนรู้มากกว่า เนื่องจากเผชิญกับปัญหาโดยตรง
โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ
เกิดเป็นปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ เมื่อองค์กรภาคประชาชนรวมตัวจัดตั้งสภาปฏิรูปประเทศภาคประชาชน คู่ขนานกับเวทีปฏิรูปประเทศของรัฐบาล บนพื้นฐานที่ไม่อาจมั่นใจได้ว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไปในแนวทางที่เกิดประโยชน์แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง
ที่มาที่ไปในการเกิดขึ้นของสภาปฏิรูปประเทศภาคประชาชน ได้รับการอธิบายแนวทางจาก นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ผู้ได้รับเชิญให้เป็นที่ปรึกษาในการจัดตั้งสภาปฏิรูป จึงให้การสนับสนุนด้านสถานที่จัดการประชุม ทว่าในนาม กสม.ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรง
นพ.นิรันดร์ สะท้อนสัญญาณเริ่มแรกของกระบวนการปฏิรูปโดยประชาชน ได้จากการเคลื่อนไหวของชาวเกษตรกรสวนยางภาคใต้ ที่เกิดความตื่นตัวในนโยบายภาคการเกษตร เช่น เรื่องของยางพาราตกต่ำ หรือเรื่องของประมงสัตว์น้ำ จนกระทั่งมีการเสนอร่างกฎหมาย พ.ร.บ.ประมงพื้นบ้าน และทะเลและชายฝั่ง
ขณะที่ภาคเหนือมีปัญหาเรื่องเหมืองถ่านหิน มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.การจัดการแร่ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปัญหาเรื่องลุ่มน้ำโขง ชี มูล ก็ได้เสนอเรื่องการจัดการลุ่มน้ำ ดังนั้นสรุปได้ว่า ภาคประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาเชิงกฎหมายหรือนโยบาย เขามองกว้างไปกว่าการปฏิรูปการเมืองขจัดความขัดแย้ง ที่จัดโดยรัฐบาลไปมากแล้ว
“การลุกขึ้นจากล่างขึ้นบน สะท้อนว่าการปฏิรูปของรัฐบาลเวลานี้ยังมองไม่ได้ไกล ซึ่งภาคประชาชนรู้มากกว่า เนื่องจากเผชิญกับปัญหาโดยตรง ขณะที่รัฐบาลกำลังคิดว่าการเมืองล้มเหลว ทะเลาะกันในสภา และไม่เชื่อมั่นในกระบวนการศาล จึงมองว่าต้องตั้งสภาปฏิรูปการเมือง แต่ภาคประชาชนเขาไม่เอาด้วย เพราะพบว่าการปฏิรูปการเมืองอย่างเดียวไม่พอ ต้องปฏิรูปด้านอื่นด้วย ก่อนเสนอให้รัฐบาล ผมว่ารัฐบาลต้องยอมรับไปดำเนินการ”นพ.นิรันดร์ กล่าว
ด้วยเหตุปัจจัยที่ภาคประชาชนเป็นห่วงว่า การปฏิรูปของรัฐบาลเป็นเพียงการแก้ปัญหาเรื่องของการเมืองอย่างเดียว เพราะในสภายังมีความล้มเหลวให้เห็น กลายเป็นการประชุมที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ เป็นเพียงการประชุมทะเลาะวิวาท ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นความหวังแก่ประชาชนเลยแม้แต่น้อย
นพ.นิรันดร์ วิเคราะห์ว่า สภาปฏิรูปของรัฐบาลอาจเป็นเพียงการสร้างภาพไม่จริงใจ เพราะตอนที่ตั้งสภาปฏิรูปขึ้น ขณะนั้นกำลังมีปัญหาความวุ่นวายในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อีกทั้งยังตั้งอยู่บนข้อสงสัยว่าเป้าหมายทำเพื่อผลประโยชน์เฉพาะนักการเมืองหรือไม่ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ยังเป็นปัญหาที่รัฐบาลไม่อาจปฏิเสธได้
ดังนั้น การตั้งสภาปฏิรูปของรัฐบาลต้องพิสูจน์ความจริงใจของนักการเมือง พิสูจน์ความรับผิดชอบ และความชอบธรรมที่จะเป็นรัฐบาลต่อไป จะเป็นเหมือนที่ผ่านมาอย่างรายงานสรุปปัญหาของประเทศของ อานันท์ ปันยารชุน นพ.ประเวศ วะสี ในรูปของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ และแนวทางของ คณิต ณ นคร ประธานกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่เสนอมาแล้วก็หายไปหมดสิ้น
“ถ้านักการเมืองที่ฉลาด มีความรับผิดชอบ สร้างความชอบธรรม จะต้องผลักดันความเห็นของประชาชนต่อไป แต่ถ้ารัฐบาลไม่รับ จะขาดความชอบธรรมทันที และแสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมาเป็นเพียงการสร้างภาพ” นพ.นิรันดร์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องระมัดระวัง ไม่มองว่าประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวเป็นฝ่ายตรงข้าม อย่ามีอคติ อย่างเรื่องของม็อบยางพารา ที่มองว่ามีการเมืองแทรก มองว่าหัวรุนแรง มองว่าเป็นพวกติดยา มีอาวุธร้ายแรง ตรงนี้ยิ่งทำให้เกิดความแตกยากมากขึ้น เป็นการดูถูกความเป็นคน







