
หนุนสร้างอุโมงค์ลอดเทือกเขาภูพาน
ชาวสกลนครหนุนสร้างอุโมงค์ลอดเทือกเขาภูพานรับเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ชาวสกลนครหนุนสร้างอุโมงค์ลอดเทือกเขาภูพานรับเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
นายพัณณ์เดช ศรีจันทร์ รอง ผวจ.สกลนคร เป็นประธานเปิดการประชุมระดมความคิด เรื่อง เทือกเขาภูพานประตูสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ที่ห้องประชุมระพีสาคริก อาคารเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขต เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งมีหลายภาคส่วน เข้าร่วมเสนอความคิดเห็น ทั้งภาคประชาชน ภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตรภาคการขนส่ง ภาคการท่องเที่ยว กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หอการค้า เข้าร่วม เช่น นายชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ .สกลนคร นายโกมุท ทีฆธนานนท์ นายกเทศมนตรีนครสกลนคร นายไพจิตร กุลตังวัฒนา ที่ปรึกษาหอการค้า นายสุรชัย เดชศิริอุดม ประธานหอการค้า สภาอุตสาหกรรมฯ ฯ มาร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยในการสร้างอุโมงค์ลอดเทือกเขาภูพาน
นายพัณณ์เดชน์ กล่าวว่า หลังเปิดเออีซีตั้งเป้าไว้ว่า สินค้าภาคการเกษตร ตลอดทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภคของไทย จะสามารถส่งไปขายยังประเทศสมาชิกอาเชียน ซึ่งจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และดึงเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศไทย และสร้างเศรษฐกิจให้เราได้อย่างมหาศาล แต่ปัญหาในปัจจุบัน การขนส่งสินค้า เข้า-ออกสู่ประเทศสมาชิกประชาคมอาเซี่ยนของไทยสู่ประเทศ ลาว เวียดนาม และเมือง ของประเทศจีนตอนใต้ ที่นครหนานหนิง โดยผ่านเส้นทางหมายเลข R 12 จากกรุงเทพ นครราชสีมา ขอนแก่น กาฬสินธ์ สกลนคร นครพนม สู่ประเทศลาว เวียดนาม และจีน ยังคงติดปัญหาอุปสรรคในการขนส่งอย่างมาก ซึ่งต้องระดมความคิดในการที่จะผลักดัน ให้มีการเจาะอุโมงค์เพื่อเปิดเส้นทางดังกล่าว ประโยชน์ที่จะตามมา มันมีค่ามหาศาล แต่ต้องใช้งบประมาณที่มากโข และการออกแบบที่ได้มาตรฐาน
ด้านนายโกมุท กล่าวว่า เส้นทาง R 12 จากการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าเส้นทางสายนี้จะมีการขนส่งสินค้า ระหว่างพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เมืองฮานอย เวียดนาม เมืองหนานหนิง ประเทศจีนตอนใต้ โดยสินค้าที่สำคัญ คือผลิตทางการเกษตรซึ่งมีความต้องการสูงในประเทศจีน ยางพาราที่ผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถลดต้นทุนค่าขนส่งได้มากกว่าการขนส่งไปยังท่าเรือแหลมฉบัง สินค้าอุปโภคบริโภคและวัสดุก่อสร้างยังมีความต้องการสูง ใน ส. ป.ป ลาว เนื่องจากมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนา โครงสร้างขั้นพื้นฐาน และการอำนวยความสะดวกทางการค้า จะมีมูลค่าการนำเข้าส่งออกรวมกว่า 48,121 ล้าน บาทต่อปี แต่หากไม่มีการพัฒนา มูลค่าการนำเข้าส่งออกจะหายไปถึง 35,349 ล้านบาทต่อปี ซึ่งอดีตจนถึงปัจจุบันจะเห็นได้ว่ายังพบปัญหาด้านการขนส่งคือ การเดินทางจาก กทม.และจังหวัดต่างๆเชื่อมโยงไปยังนครหนานหนิงทางถนน เดินทางได้ 2 เส้นทางคือ ผ่านอุดรธานี และการเดินทางผ่าน กาฬสินธุ์ ซึ่งมีระยะทางน้อยกว่า 80 กิโลเมตร
ขณะที่นายชัยมงคล กล่าวว่า ด้วยความก้าวหน้าทางวิศวกรรมในปัจจุบัน ทำให้การก่อสร้างสะพานหรืออุโมงค์ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ดังนั้นคอขวดบนเส้นทาง R 12 ในช่วงผ่านเทือกเขาภูพาน จะถูกจัดการด้วยเทคโนโลยี ทั้งนี้การปรับปรุงเส้นทางผ่านเทือกเขาภูพานจะทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของสินค้าลดลงได้อย่างมาก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันของประเทศและยังสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ และประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ได้รับผลประโยชน์จากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ต่อไปจังหวัดสกลนคร จะเป็นจังหวัดสำคัญที่มีบทบาทต่อประเทศไทย ในการนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทยได้มากที่สุดโดยการหันหลังให้ภูพาน แล้วหันหน้าสู่อินโดจีนแน่นอนว่าหาการขนส่งได้สะดวกรวดเร็วขึ้นโดยมีอุโมงค์เชื่อมต่อกันได้สะดวก ผลลัพธ์จะเกิดการจ้างงาน การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ร้านอาหาร โกดังเก็บสินค้า แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ สินค้าการเกษตรทั่วทุกภาคจะมุ่งหน้าสู่ตลาด AEC เพื่อดึงเงินเข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างมหาศาลในภายภาคหน้า
“อยากฝากถึงรัฐบาลว่า อยากให้ความสำคัญในเรื่องนี้ด้วย เพราะการคมนาคมถือเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม ถ้ารัฐบาลจริงใจแก่ชาว จ.สกลนคร และชาวอีสาน เงินกู้จำนวนไม่น้อยที่กู้มา ทำไมไม่จัดงบประมาณลงมาบ้าง ทั้งๆที่ จ.สกลนคร ก็มี ส.ส.ซีกรัฐบาลทั้งหมด 7 คน แต่ไม่สามารถมีปากมีเสียงดึงงบประมาณมาลงได้ และโครงการนี้ เป็นโครงการที่ดี จะสามารถทำเงินเข้าประเทศได้จำนวนมาก ลงทุนครั้งเดียว แต่เปิดการค้าได้ทั้งประเทศ ขอยืนวันว่า ชาวสกลนครทุกภาคส่วน มีความ ใฝ่ฝันอยากจะได้อุโมงค์ เพราะเท่ากับเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพ นำไปสู่การสร้างรายได้แก่ประชาชน ย่นทั้งระยะทาง ไม่เปลืองค่าใช้จ่าย หากรัฐบาลมองไม่เห็นความสำคัญก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ถ้าอย่างนั้น ตนว่าควรจะต้องตั้งพรรคการเมืองขึ้นสู้ จะได้มีตัวแทนไปพูดในสภาฯ บ้าง”นายชัยมงคล กล่าว







