posttoday
เขียนเวลาด้วยปากกา

เขียนเวลาด้วยปากกา

08 กันยายน 2556

วิถีรีบเร่งคนแย่งกันกินแย่งกันใช้ การจราจรติดขัด รถราที่แออัดยัดทะนานเต็มท้องถนน สำหรับคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ อาจเป็นเรื่องปกติเคยชิน และต้องทน

วิถีรีบเร่งคนแย่งกันกินแย่งกันใช้ การจราจรติดขัด รถราที่แออัดยัดทะนานเต็มท้องถนน สำหรับคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ อาจเป็นเรื่องปกติเคยชิน และต้องทน

ยังไม่รวมความวุ่นวายจากสารพัดม็อบการเมือง เหตุร้ายอาชญากรรม ผสมปนเปให้เมืองหลวงอลหม่านไปด้วยคนร้อยพ่อพันแม่ ตึกสูงระฟ้าแสงไฟสาดสว่างกับอีกหลายล้านชีวิตที่ดิ้นรน ปากท้องที่ต้องหาเลี้ยงในภาวะข้าวยากหมากแพง และยุคที่ความดีไม่มีขาย

คืนนั้นผมเรียกแท็กซี่จากตลาดลาดปลาเค้าไปพรรคประชาธิปัตย์ เขา...ผู้เป็นโชเฟอร์ขับรถถามลอยๆ ว่าอยู่ตรงไหน ผมบอกพิกัดพร้อมเส้นทาง ระหว่างนั้นเขาหันกลับมาด้วยหน้าตาเฉยชาก่อนจะเอ่ยคำสั้นๆ ห้วนๆ “ไม่ไป”

โดยส่วนมากผมมักจะเจอโชเฟอร์ที่ดีมีมารยาท ไม่ชวนคุย ไม่ถามจุกจิกก้าวก่าย ไม่เปิดฟังคลื่นวิทยุชุมชนที่สนทนาการเมือง มีบ้างบางคนที่ผมพบว่าเขาหรือเธอมีชีวิตที่ลำบาก ต้องฝ่าฟันความอดอยากเพื่อให้ลูกได้เรียนหนังสือสูงๆ คำพูดไม่กี่คำทำให้ผมได้แง่มุมความคิด และรู้สึกว่าโลกนี้ไม่ได้โหดร้ายมากเกินไปนัก

“บางคนเขาก็จะรับเฉพาะผู้โดยสารที่ไปในทางที่เขาจะไป บางคนก็จะไปไกลไม่ไปใกล้ หรือไปใกล้ไม่ไปไกล” โชเฟอร์แท็กซี่อีกคันหนึ่งที่ผ่านมาบอกผม

หลายคำถามที่ผมสงสัยเมื่อฟังคำตอบของเขาแล้วมีเหตุมีผล รู้ภายหลังว่าพี่คนนี้ขับรถแท็กซี่มานานกว่า 30 ปี

“ถ้าเป็นคนขับแท็กซี่อาชีพเขาจะไม่เลือก ผู้โดยสารไปไหนก็ไปหมด ยกเว้นออกนอกพื้นที่ไปไกลๆ แล้วเปลี่ยวจริงๆ”

เขาเล่าว่าวงการแท็กซี่เมื่อถึงคราวส่งรถคืนอู่ โชเฟอร์จะจับกลุ่มพูดคุยกัน คนอาวุโสจะคอยบอกเล่าสั่งสอนถึงประสบการณ์ให้รุ่นเด็กกว่าได้ฟัง

“โทรศัพท์ถ้าตกในรถแท็กซี่นี่อู่บางแห่งมีคนเปิดรับซื้อจากโชเฟอร์เลย ขนาดเมื่อก่อนโทรศัพท์ธรรมดายังให้ราคาเริ่มตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป”

ผมเพิ่งรู้ว่า มีการสอนสืบทอดปากต่อปากกันมาเหมือนเป็นหลักสูตร หลังจากผู้โดยสารทำโทรศัพท์ตกในรถ หรือแม้แต่ทำอย่างไรให้ผู้โดยสารลืมโทรศัพท์ ผมนึกถึงโชเฟอร์บางคนแอบรำพันถึงความขัดสนเพราะจำนวนรถแท็กซี่มีเพิ่มมากขึ้น แต่คนใช้บริการน้อยลง ปัจจัยหนึ่งอาจเป็นเพราะระยะหลังมานี้มีวินรถตู้สาธารณะเข้ามาแย่งลูกค้า

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ผมเคยเจอโชเฟอร์แท็กซี่มิเตอร์ขอเหมาจากฟิวเจอร์ปาร์ครังสิตไปรามอินทรา 100 บาทในเวลา ตี 3 ทั้งๆ ที่ปากก็บอกว่าเปิดมิเตอร์ ด้วยข้ออ้างที่ว่าต้องตีรถเปล่ากลับ ผมตอบตกลงแล้วบอกเขาให้เปิดมิเตอร์ไปด้วย ปรากฏว่าไปถึงบ้านผม 120 บาท เขาขอเพิ่มเป็น 140 บาท

นึกถึงการขอปรับราคามิเตอร์เริ่มต้นที่ 50 บาท กับม็อบสนับสนุนให้ขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี ซึ่งผลกระทบก็เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่าระยะยาวไม่เกิดประโยชน์ใดๆ กับแท็กซี่แม้แต่น้อย

“เป็นเพราะใครก็เป็นคนขับแท็กซี่ได้ ไม่มีการลงทะเบียนโชเฟอร์แท็กซี่ เลยทำให้เกิดปัญหา แอบเอาอะไหล่รถใหม่ไปขายก็ยังมี” พี่โชเฟอร์ แฉเป็นฉากๆ

“เขาสอนกันเลยว่าความดีจะทำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เรื่องเงินต้องหาก่อน ที่มีข่าวว่าคนขับแท็กซี่เก็บเงินได้แล้วคืนเจ้าของนั่นต้องถือว่าโชคดีมาก เป็นส่วนน้อย ยิ่งเดี๋ยวนี้เขาสอนกันเป็นหลักสูตรทำยังไงก็ได้ให้ผู้โดยสารลืมของในรถ ถ้าส้มหล่นเงินตกเป็นหมื่นเป็นแสนอย่าหวังว่าพวกนี้จะคืนเลย”

จริงอยู่เมื่อแรกที่ขับรถ โชเฟอร์บางคนอาจจะยังไม่ได้คิดที่จะหากินกับวิธีขโมยของหาย บางคนถึงแม้จะถูกเป่าหูสอนให้เอาของคนอื่นไปขายแต่ก็ไม่หวั่นไหว แต่จะมีใครสักกี่คนที่สามารถทนกิเลสเหล่านี้ได้นาน

ความรู้ใหม่ในขวดเก่าที่พี่โชเฟอร์คนนี้แนะนำคือ หากแท็กซี่คันไหนปฏิเสธผู้โดยสารให้จำทะเบียนรถ สี และหากเป็นไปได้คือชื่อสหกรณ์แท็กซี่ที่ติดข้างรถ แล้วแจ้งสถานีวิทยุจราจร อย่าง จส.100 หรือร่วมด้วยช่วยกัน เพราะจะส่งผลเมื่อถึงเวลาต่อทะเบียนรถที่กรมการขนส่งทางบก เนื่องจากคนขับรถแท็กซี่ที่ถูกร้องเรียนเรื่องการบริการ จะต้องเสียค่าปรับตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป ถ้าถูกร้องเรียนบ่อยๆ ก็มีโอกาสที่จะถูกเพิกถอนใบขับขี่ได้

นึกสงสัยในมุมกลับกัน เมื่อโชเฟอร์แท็กซี่ถูกโจรปล้นหรือทำร้ายชิงทรัพย์ หรือแม้แต่ชักดาบค่ารถ บางกรณีก็น่าเห็นใจ แต่ผมคิดว่าโดยปกติทั่วไปรู้กันดีอยู่ว่าคนขับแท็กซี่มีเงินในกระเป๋าไม่มาก รถก็เอาไปขายได้ยาก เสี่ยงต่อการถูกจับกุมได้ง่าย หากมีที่กั้นป้องกันการก่อเหตุระหว่างที่นั่งคนขับกับผู้โดยสารเหมือนแท็กซี่ต่างประเทศก็อาจจะทำให้ปัญหานี้ทุเลาลง

หลายปีที่ผมมีโอกาสได้เข้ามาทำข่าวอาชญากรรมประจำกองบังคับการปราบปราม ผมเจอยายคนหนึ่งเดินขึ้นลงเข้าห้องนั้นห้องนี่ไปทุกอาคารเพียงเพื่อจะพูดว่า “ปากกามั้ยคะ”

ยายเป็นคนร่างเล็ก เดินไม่สะดวกต้องใช้ไม้เท้า แต่งกายสวยงามเรียบร้อยด้วยเสื้อผ้าที่สีทึมบ่งบอกระยะเวลาที่สวมใส่มายาวนาน หนีบกระเป๋าใบหนึ่งข้างในเป็นปากกาจำนวนหนึ่ง

ผมเคยนั่งรถเมล์คันเดียวกันกับยายมาลงหน้ากองปราบฯ แกโซเซผมคอยถือกระเป๋าและประคองแขน ลงจากรถได้แกหันมาขอบคุณผม นับตั้งแต่ได้เจอกับยาย หลายครั้งผมอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมลูกหลานถึงยอมให้ยายนั่งรถเมล์มาขายปากกา

ในวันหนึ่งๆ ที่กองปราบฯ ยายจะขายปากกาได้สักกี่ด้าม ไม่รู้ว่ายายเหนื่อยกับการขึ้นรถเมล์มากแค่ไหน ผมอยากรู้ว่าแกอยู่ที่ไหนอยู่กับใคร ขายปากกามานานแล้วหรือยัง แต่จะไม่อยากรู้เลยถ้าคำตอบคือยายอยู่เพียงลำพัง

หากวันไหนที่พายุฝนไม่ปรานีกระหน่ำฟ้าถล่ม วันไหนผมไม่ได้ยินเสียงยายถาม “ปากกามั้ยคะ” ลึกๆ แล้วผมก็นึกเป็นห่วงว่าแกป่วยไม่สบายหรือเปล่า

ยายทำให้ผมนึกถึงคำกลอนที่สอนไว้ว่า “สุจริตคือเกราะบัง ศาสตร์พ้อง” จากสังขารที่โรยรา หากยังมีมือเท้าก็ยังเลี้ยงชีวิตได้ ไม่ต้องโกง ไม่ต้องแอบขโมยของใคร

เมื่อสังคมไทยเช่นวงการแท็กซี่ซึ่งคนอาวุโสสั่งสอนน้องๆ ลูกหลานให้ทำทุกวิถีทางที่จะเอาของคนอื่นมาแปรเป็นรายได้ของตัวเอง หากไม่เจอโจรปล้นชิงทรัพย์แล้วทำร้ายจนเจ็บตัวก็คงไม่มีวันที่จะรู้ว่าคนที่สูญเสียเป็นอย่างไร

เมืองศิวิไลซ์ซอกเล็กในสลัมแออัดอาจจะไม่น่าพิสมัยเท่าตึกใหญ่โอ่โถงอลังการเสียดฟ้า

แต่หาได้ทำให้คำว่าความสุขทางจิตใจของคนคนหนึ่งลดน้อยลง

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง