posttoday
รัฐบาลต้องรับ 'กรรม'

รัฐบาลต้องรับ 'กรรม'

08 กันยายน 2556

รัฐบาลนี้ไม่ทราบว่านับถือศาสนาพุทธหรือไม่? เพราะเมื่อมาถึงวันนี้น่าจะมีบางคนในรัฐบาลนี้ “รู้สึก” บ้างว่า “กรรมมันตามมาทันแล้ว”

รัฐบาลนี้ไม่ทราบว่านับถือศาสนาพุทธหรือไม่?

เพราะเมื่อมาถึงวันนี้น่าจะมีบางคนในรัฐบาลนี้ “รู้สึก” บ้างว่า “กรรมมันตามมาทันแล้ว” นั่นก็คือสิ่งที่รัฐบาลนี้ได้กระทำมาโดยตลอด มันได้ย้อนกลับมาแสดงผลของการกระทำนั้นออกมาอย่างแจ่มแจ้ง ซึ่งวิกฤตของบ้านเมืองทุกวันนี้ก็เป็นเพราะวิกฤตต่างๆ ที่รัฐบาลเป็นผู้สร้างนั่นเอง จากแนวคิดที่คิดจะ “ซื้อ” ประชาชน บัดนี้รัฐบาลก็ต้องมา “จ่าย” ใช้หนี้กรรมนั้น

จากที่คิดเป็นนาย กลายมาเป็นขี้ข้าประชาชน!

วันนี้จึงอยากจะเตือนสติรัฐบาลด้วยการ “สอนธรรมะ” ในเรื่องของกรรมนี้สักเล็กน้อย ซึ่งความจริงก็ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรและหาได้ง่ายมาก เพราะค้นได้เองจากวิกิพีเดีย วิธีการก็คือทุกครั้งที่ท่านรัฐมนตรีทั้งหลายเข้าห้องประชุม ตรงหน้าของท่านจะมีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ หรือทุกท่านก็น่าจะมีสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต แทนที่จะเปิดดูภาพวับๆ แวมๆ เล่นเกม หรือเล่นไลน์ ก็เปิดโปรแกรมอินเทอร์เน็ตเข้าไปที่กูเกิล ในช่องค้นหาพิมพ์คำว่า “กรรม” และกดค้นหา จะมีรายการเกี่ยวกับกรรมขึ้นมามากมาย ดูที่ “กรรมวิกิพีเดีย” คลิกตรงนั้น รอสักครู่ แล้วไล่อ่านอย่างตั้งใจ

หรืออ่านเอาจากตรงนี้ที่ผู้เขียนก๊อบปี้มาให้

“กรรมในพระพุทธศาสนา (ภาษาสันสกฤต : กรฺม, ภาษาบาลี : กมฺม) แปลว่า “การกระทำที่มีด้วยเจตนา” ได้แก่ กระทำทางกาย เรียก กายกรรม ทางวาจา เรียก วจีกรรม และทางใจ เรียก มโนกรรม

กรรม แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1.กรรมดี เรียกว่า กุศลกรรม หรือ บุญกรรม (กรรมที่เป็นกุศล, กรรมดี, การกระทำที่ดี ฉลาด เกิดจากปัญญา ส่งเสริมคุณภาพของชีวิตจิตใจ หมายถึง การกระทำที่เกิดจากกุศลมูล คือ อโลภะ อโทสะ หรือ อโมหะ Kusalakamma : wholesome action; good deed)

2.กรรมชั่ว เรียกว่า อกุศลกรรม หรือ บาปกรรม (กรรมที่เป็นอกุศล, กรรมชั่ว, การกระทำที่ไม่ดี ไม่ฉลาด ไม่เกิดจากปัญญา ทำให้เสื่อมเสียคุณภาพชีวิต หมายถึง การกระทำที่เกิดจากอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ หรือ โมหะ Akusalakamma : unwholesome action; evil deed; bad deed)

กฎแห่งกรรม คือ กฎธรรมชาติ ข้อหนึ่ง ที่ว่าด้วยการกระทำ และผลแห่งการกระทำ ซึ่ง การกระทำ และผลแห่งการกระทำนั้น ย่อมสมเหตุ สมผลกัน เช่น ทำดี ย่อมได้รับผลดี ทำชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว เป็นต้น โดยมีคำอธิบายดังนี้

กรรมใดใครก่อ ตนเองเท่านั้นที่จะได้รับผลของสิ่งที่กระทำ

กรรมในปัจจุบันเป็นผลมาจากการกระทำในอดีต และกรรมที่ก่อไว้ในปัจจุบันเป็นเหตุที่จะส่งผลสืบเนื่องต่อไปยังอนาคต

กรรมดีกรรมชั่ว ลบล้างซึ่งกันและกันไม่ได้

ถึงแม้ว่าการทำกรรมดีจะลบล้างกรรมชั่วเก่าที่มีอยู่เดิมไม่ได้ แต่มีส่วนช่วยให้ผลจากกรรมชั่วที่มีอยู่เดิมผ่อนลง คือ การผ่อนหนักให้เป็นเบา (ข้อนี้ อุปมาได้กับการที่เรามีน้ำขุ่นข้นอยู่แก้วหนึ่ง หากเติมน้ำบริสุทธิ์ลงไปแล้ว มิสามารถทำให้น้ำขุ่นกลับบริสุทธิ์ได้ แต่ทำให้น้ำ|ขุ่นข้นนั้นกลับเจือจางลงและใสยิ่งขึ้นกว่าเดิม)

สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้

ครับ ยังมีรายละเอียดอีกมากแต่ตัดทิ้งไปเสีย

ผู้เขียนคัดมาเฉพาะที่รัฐมนตรีท่านพอจะเข้าใจได้ เช่น หลายท่านเป็นนักเรียนนอกเขา (วิกิพีเดีย) ก็มีภาษาอังกฤษเขียนกำกับมาให้ และในส่วนที่เป็นภาษาบาลียุ่งยากในระดับอภิธรรมนั้น ผู้เขียนก็ไม่คัดลอกมา แต่ถ้าท่านสนใจเขาก็มีอ้างอิงและไฮเปอร์ลิงก์ หรือการเชื่อมความให้ไปค้นอ่านเพิ่มเติม โดยคลิกเข้าไปที่ข้อความที่เขาทำไฮไลต์สีฟ้าๆ และขีดเส้นใต้ไว้นั้น นี่แหละการ บริหารความรู้ด้วยเทคโนโลยี ที่ชาวบ้านเขาเรียกว่า “อาจารย์กู (เกิล) กับครูวิ (กิพีเดีย)”

ที่จริงมีอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับกรรมนี้ในวิกิพีเดียที่น่าสนใจ คือ เรื่อง “กรรมดำกรรมขาว” แต่อ่านแล้วเข้าใจยากนิดหน่อย (เกรงว่าสติปัญญาของเสนาบดีในประเทศนี้จะหยั่งไม่ถึง) จึงขอนำเรื่องเดียวกันนี้ที่ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยบรรยายไว้ในที่ต่างๆ และใช้สอนนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วง พ.ศ. 25092516 ในวิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย ต่อมาได้มีการรวมเป็นเล่มชื่อว่า “พุทธศาสนา” ซึ่งบรรยายเรื่องกรรมดำกรรมขาวนี้ให้อ่านง่าย

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ อธิบายว่า กุศลกรรมมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “กรรมขาว” และอกุศลกรรมเรียกว่า “กรรมดำ” เปรียบง่ายๆ ว่า การกระทำของคนเรานี้คือฝุ่นผงที่ตกลงไปในน้ำ กรรมดี หรือกรรมขาวก็ก่อให้เกิดตะกอนสีขาว กรรมชั่วหรือกรรมดำก็ก่อให้เกิดตะกอนสีดำ ทั้งสองกรรมนี้มีอยู่ในทุกตัวคนที่เปรียบได้กับแก้วน้ำ ปกติตะกอนก็จะนอนอยู่ที่ก้นแก้วมีสีเทาๆ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าจะทำกรรมดีหรือกรรมชั่วมากกว่ากัน เมื่อมีอะไรไปกระทบแล้วเกิดอารมณ์หรือการกระทำ ตะกอนนั้นก็จะฟุ้งขึ้นมา มีกรรมดีมากน้ำก็จะออกสีขาวๆ ทำชั่วมากน้ำก็จะออกสีคล้ำๆ

เราจะรู้ว่าใครเป็นคนดีคนชั่วก็ตอนนี้ ตอนที่มีอะไรไปกระทบแล้วเขาก็โต้ตอบออกมา อย่างที่ท่านทั้งหลายเห็นอยู่ในสภานั่นแล

ย้อนกลับมาพิจารณา “กรรม” ของรัฐบาล รัฐบาลนี้เริ่มด้วยการโปรยปราย “ประชานิยม” โดยหวังที่จะซื้อใจประชาชนให้มาเลือกฝ่ายตนเข้ามาเป็น สส.ให้มากๆ ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าต้องใช้เงินในการโปรยปรายนั้นอย่างมหาศาล แถมเมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วก็คิดที่จะหาเงินมาโปรยปรายให้มากขึ้นไปอีก เงินหมดท้องพระคลัง เอ๊ย กระทรวงการคลัง ท่านก็สั่งให้ไปกู้ไปหามา บังเอิญท่านโปรยแบบ “ฝนตกไม่ทั่วฟ้า” ปัญหา “ความไม่เสมอภาค” ก็เกิดขึ้น

ท่านก่อกรรมขาวกับชาวนาแต่ก่อกรรมดำกับชาวสวนยาง ท่านก่อกรรมขาวกับประชาชนฝ่ายท่าน แต่ท่านก่อกรรมดำกับประชาชนฝ่ายตรงข้าม ประเทศไทยตอนนี้ไม่เป็นสีไตรรงค์ คือ น้ำเงิน แดง ขาว อีกแล้ว แต่เหลือแค่สองสีที่เป็นตรงกันข้าม คือ “ขาวกับดำ”

รัฐบาลต้องรับกรรม แต่จะเป็นกรรมสีอะไร?

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท