
แก้แพงที่ต้นตอ
ราคาอาหารและน้ำมันที่แพงสูงขึ้นมากตามความรู้สึกและการใช้จ่ายจริงของประชาชนทั่วไป ซึ่งสวนกับข้อมูลของรัฐ นับเป็นปัญหาที่ควรจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังได้แล้ว
ราคาอาหารและน้ำมันที่แพงสูงขึ้นมากตามความรู้สึกและการใช้จ่ายจริงของประชาชนทั่วไป ซึ่งสวนกับข้อมูลของรัฐ นับเป็นปัญหาที่ควรจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังได้แล้ว มิเช่นนั้นข้อมูลของรัฐที่ได้มาแบบไม่สะท้อนความจริง จะทำให้การแก้ปัญหาไม่มีทางแก้ได้ถูกต้องที่ต้นตอของปัญหา
เห็นได้จากรายงานการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปหรือตัวเลขเงินเฟ้อ ที่สะท้อนราคาสินค้าว่าแพงขึ้นไปมากน้อยแค่ไหนของกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เงินเฟ้อขึ้นไปเพียง 1.59% และเมื่อเฉลี่ยเงินเฟ้อ 8 เดือน (ม.ค.ส.ค.) ของปีนี้ ตัวสะท้อนสินค้าแพงปรับเพิ่มขึ้นเพียง 2.47%
นอกจากนี้ การคำนวณผลกระทบของการขึ้นราคาสินค้าต่อต้นทุนต่างๆ ที่ปรับราคาขึ้น ไม่สอดคล้องกับความจริงในการปรับเพิ่มราคาของสินค้าที่ขึ้น เช่นการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มแอลพีจี ที่จะทยอยขึ้นเฉลี่ยเดือนละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัมไป 12 เดือน หรือในขนาดถังก๊าซที่นิยมใช้กัน 15 กิโลกรัม จะขึ้นราคาอีกถังละ 6 บาท ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ทางรัฐก็คำนวณออกมาว่าต้นทุนค่าก๊าซหุงต้มที่ขึ้นกระทบต่อต้นทุนอาหารจานด่วนต่อจานแค่ 0.025 บาทเท่านั้น ไม่ได้เป็นต้นทุนที่มากขนาดต้องทำให้อาหารจานด่วนต้องขึ้นอีกถึงจานละ 5 บาท
ขณะในโลกของความจริงที่ชาวบ้านต้องเผชิญ ราคาน้ำมันปรับขึ้นไปมากแล้ว โดยน้ำมันที่ใช้กันมากอย่างแก๊สโซฮอล์ 95 ราคาขายปลีกปรับขึ้นเป็นลิตรละ 39.93 บาท หรือทะลุ 3 ลิตร 100 บาทไปแล้ว
หันมองอาหารที่ชาวบ้านใช้บริการกันมาก พวกอาหารตามสั่ง อาหารจานด่วน ราคาปรับขึ้นจากจานละ 3540 บาท เป็นจานละ 4045 บาทกันหมดแล้ว สวนทางกับรัฐที่ขอร้องให้ร้านอาหารธงฟ้าหรือร้านในฟูดคอร์ต ต้องมีเมนูอย่างน้อยหนึ่งเมนูขายจานละ 25 บาท แต่ปริมาณข้าวและคุณภาพของกับข้าว เช่น กะเพราไก่สับ แทบหาเนื้อไก่ไม่ได้ สุดท้ายผู้ที่กินข้าวเมนูธงฟ้าก็ต้องกินอย่างน้อย 2 จาน จ่ายอย่างน้อย 50 บาทถึงอิ่ม
ยังไม่นับที่สมาคมภัตตาคารไทยออกมาเตือนว่า ค่าครองชีพต่างๆ ที่มาขึ้นพร้อมกันเมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เช่น ราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ค่าไฟฟ้า และค่าทางด่วน ค่าครองชีพที่ขึ้นทั้งหมดนี้ ทำให้ต้นทุนร้านอาหารขึ้นไป 30% และเชื่อว่าปลายปีนี้อาหารจานเดียวจะขึ้นราคาจากจานละ 3035 บาท เป็นจานละ 50 บาท พร้อมยอมรับว่าที่ยังขายราคา 3035 บาทได้ เพราะร้านอาหารใช้วิธีลดปริมาณอาหารและคุณภาพของวัตถุดิบลง แต่ปลายปีนี้คงลดปริมาณข้าวและกับข้าวลงไปกว่านี้ไม่ได้ จึงต้องหันมาปรับราคา
ภาพรวมทั้งหมดแสดงให้เห็นว่ารัฐคงแก้ปัญหาสินค้าแพงไม่ได้แน่ เพราะข้อมูลที่เก็บไปไม่ได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาแท้จริง ดังนั้นมาตรการที่ออกมาจึงไม่ได้แก้ที่ต้นตอ
จึงถึงเวลาที่กระทรวงพาณิชย์ ควรปรับเปลี่ยนตัวถ่วงน้ำหนักในการเก็บข้อมูลและแก้ปัญหาการคำนวณข้อมูลตามโลกความจริง ที่เมื่อสินค้าลดปริมาณกับคุณภาพแทนการขึ้นราคา จะถ่วงน้ำหนักอย่างไรเพื่อให้ข้อมูลสะท้อนความจริงตามที่ชาวบ้านรับรู้หรือรู้สึกได้
ที่สำคัญมาตรการขึ้นราคาสินค้าตามต้นทุนเป็นเศษสตางค์ ไม่ใช่ปล่อยให้ฉวยโอกาสขึ้นครั้งละ 5 หรือ 10 บาท รัฐควรบังคับใช้ให้เป็นจริงซะที







