
ปุ้มโต้ฝ่ายค้านปัดปูไปมอนเตฯมีวาระซ่อนเร้น
เผย นายกฯ เยือนมอนเตเนโกร เพื่อกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนระหว่างกัน สุรนันทน์ ปัดมีวาระซ่อนเร้น
เผย นายกฯ เยือนมอนเตเนโกร เพื่อกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนระหว่างกัน สุรนันทน์ ปัดมีวาระซ่อนเร้น
นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ระหว่างวันที่ 8 – 15 กันยายนนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีกำหนดการเยือนประเทศในยุโรปอย่างเป็นทางการนั่นคือ สมาพันธรัฐสวิส สาธารณรัฐอิตาลี นครวาติกัน และสาธารณรัฐมอนเตเนโกร เพื่อกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนระหว่างกัน
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าในการเดินทางครั้งนี้นายกรัฐมนตรีและคณะ จะเดินทางเยือนสาธารณรัฐมอนเตโนโกรอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของรัฐบาลมอนเตเนโกร หลังจากไทยและมอนเตโนโกร ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 ซึ่งจะเป็นการเยือนมอนเตเนโกร และคาบสมุทธบอลข่านเป็นครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีไทย
นายธีรัตถ์กล่าวว่าระหว่างการเยือน นายกรัฐมนตรีจะมุ่งเน้นการยกระดับความสัมพันธ์และแสวงหาลู่ทางในการเพิ่มพูนเศรษฐสัมพันธ์กับมอนเตเนโกรและคาบสมุทรบอลข่าน ซึ่งเป็นตลาดใหม่ของการค้าและการลงทุนไทย เพราะมีท่าเรือที่เมืองบาร์ บนทะเลเอดริเอติค ซึ่งเป็นประตูสู่คาบสมุทรบอลข่าน พร้อมกันนี้จะมีการลงนามว่าด้วยความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการระหว่างไทยกับมอนเตเนโกร
ด้านนางรัตติกุล จันทร์สุริยา รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า การเดินทางไปสาธารณรัฐมอนเตโนโกรในครั้งนี้ จะมีการพานักธุรกิจไทยประมาณ 16 รายไปร่วมหาโอกาสการค้าการลงทุนใหม่ เพราะในปัจจุบันนี้ภาคเอกชนไทยมีการส่งออกสินค้าไปยังมอนเตเนโกรอยู่แล้วเช่น กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ ผ้าผืน น้ำตาลทราย อาหารทะเลกระป๋องแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง ข้าว ผลไม้กระป๋องและแปรรูป โดยคาดว่าหลังจากการเยือนมอนเตเนโกรจะช่วยยกระดับการค้าระหว่างสองประเทศ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีจะได้เป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจไทยกับมอนเตเนโกรอีกด้วย
ขณะที่ นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ @suranand ยืนยันว่า นายกฯไปมอนเตเนโกรเพื่อสร้างเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือโดยเฉพาะสาขาที่ต่างมีศักยภาพด้านการบริการและการท่องเที่ยว โดยมอนเตเนโกรนำเข้าอาหารร้อยละ 80 และกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเตรียมเข้าอียู จึงเป็นโอกาสดีสำหรับนักธุรกิจไทย ยืนยันไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นใดๆอย่างที่ฝ่ายค้านโจมตี







