
บทบาท"ขุนค้อน-นิคม"ฉุดรั้งปรองดองสภา
เข้าสู่วันที่ 8 แล้ว สำหรับการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่ 2 ในส่วนที่มาของ สว.
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
เข้าสู่วันที่ 8 แล้ว สำหรับการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่ 2 ในส่วนที่มาของ สว. โดยกว่าที่รัฐสภาจะผ่านแต่ละมาตราไปได้ ต้องเรียกว่า “เลือดตาแทบกระเด็น”
เพราะเจอกับเกมลากยาวของฝ่ายเสียงข้างน้อยที่ต้องการจะขยายแผลให้สังคมเห็นว่าการให้ สว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดไม่มีความชอบธรรมอย่างไร
จุดยืนของฝ่ายค้านและรัฐบาลที่ต่างกันสุดขั้วได้ก่อให้เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายในรัฐสภาไม่เว้นแต่ละวัน ส่งผลให้รัฐสภาสามารถลงมติไปได้เพียง 5 มาตราเท่านั้นจากทั้งหมด 13 มาตรา
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในรัฐสภาที่เกิดขึ้นนั้น จุดหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากการทำหน้าที่ของ “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” ประธานรัฐสภา และ “นิคม ไวยรัชพานิช” รองประธานรัฐสภา
การวางตัวอยู่บนบัลลังก์ที่ประชุมรัฐสภาของบุคคลทั้งสองถูกตั้งคำถามว่ามีความเป็นกลางหรือไม่จากในหลายกรณีที่เกิดขึ้น
เริ่มตั้งแต่การประชุมในช่วงแรกๆ ที่ประธานสมศักดิ์พยายามใช้ความเด็ดขาดด้วยการไม่ให้ผู้เสนอคำแปรญัตติ 57 คน ใช้สิทธิอภิปรายในสภาโทษฐานเสนอแก้ไขถ้อยคำที่ขัดกับหลักการกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้มี สว.มาจากการเลือกตั้ง
แม้ในข้อบังคับการประชุมรัฐสภาจะไม่ให้โอกาสบุคคลที่เสนอคำแปรญัตติที่ขัดกับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้สิทธิอภิปราย แต่ถ้าย้อนกลับไปดูเมื่อครั้งที่รัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2555 ก็มีสมาชิกรัฐสภาจำนวนหนึ่งที่เสนอคำแปรญัตติที่ขัดกับหลักการ แต่สุดท้ายประธานรัฐสภาได้ให้สิทธิอภิปราย
ขณะที่ “นิคม” ถือเป็นสายล่อฟ้ามาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ภายหลังเป็นหนึ่งในสมาชิกรัฐสภาที่ร่วมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้ถูกฝ่ายค้านเพ่งเล็งมาตลอด จนกระทั่งล่าสุดเพิ่งหักดิบหลังจากเปิดช่องให้พรรคเพื่อไทยใช้เสียงข้างมากปิดอภิปรายและลงมติเห็นชอบในมาตรา 5 ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกลางดึกเมื่อวันที่ 4 ก.ย. ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สว.
ทั้งนี้ มาตรา 5 กำลังมีประเด็นความอ่อนไหวอยู่พอสมควร เนื่องจากในชั้นคณะกรรมาธิการที่มี “สามารถ แก้วมีชัย” สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน ได้ไปปรับแก้ไขจนเกิดข้อขัดแย้งว่ากำลังทำให้วุฒิสภาในอนาคตถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซงได้ในอนาคตตามความคิดเห็นของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.)
โดยเฉพาะการยกเลิกข้อห้ามที่ไม่ให้บุพการีและคู่สมรสของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองลงสมัคร สว.และการให้บุคคลสามารถลาออกจากตำแหน่งการเมืองเพื่อมาลงเลือกตั้ง สว. โดยที่ไม่ต้องเว้นวรรคก่อน 5 ปี
ประเด็นเหล่านี้ได้นำมาซึ่งกระแสกดดันให้เสียงข้างมากนำกลับไปทบทวน โดย “สามารถ” ได้ส่งสัญญาณออกมาแล้วผ่านการนัดหารือกับคณะ กมธ. ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านไปแล้วเมื่อวันที่ 4 ก.ย.
ถึงเบื้องต้นจะยังไม่ได้ข้อสรุป แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้บรรยากาศการเมืองไม่ตึงเครียดมากเกินไปนัก ซึ่งแม้แต่ตัวประธานรัฐสภาเองยังแสดงความคิดสนับสนุนให้คณะ กมธ.ไปทบทวน แต่ที่สุดแล้วฝ่ายเสียงข้างมากได้ใช้อำนาจของตัวเองหักดิบรัฐสภาให้ปิดการอภิปรายและลงมติให้ความเห็นชอบกับสภาผัวสภาเมีย
มติหักด้ามพร้าด้วยเข่าของฝ่ายเสียงข้างมาก จึงมีผลให้เกิดข้อขัดแย้งทั้งในทางกฎหมายและการเมืองขึ้นมาทันที ในมิติของกฎหมายย่อมอาจมองได้ว่ารัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญเกินกว่าหลักการที่ตัวเองได้เสนอเอาไว้
กล่าวคือในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภารับหลักการไว้ในวาระที่ 1 มีหลักการและเหตุผลในทำนองว่าให้มี สว.มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งการกำหนดดังกล่าวเท่ากับว่ารัฐสภาจะแก้ไขได้เฉพาะการให้มี สว.มาจากการเลือกตั้งและกระบวนการเลือกตั้ง สว.เท่านั้น ส่วนบทบัญญัติอื่นๆ เช่น คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สว. จะไม่สามารถไปแตะต้องได้
หากทำเกินกว่านั้นย่อมหมิ่นเหม่ว่าใช้อำนาจเกินกว่ากฎหมายกำหนดตามที่ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 96 ระบุไว้ว่า “การแปรญัตติเพิ่มมาตราขึ้นใหม่ หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิม ต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม เว้นแต่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการนั้น” จึงอาจเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถวินิจฉัยได้ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์และ สว.บางส่วนได้เตรียมประเด็นนี้ไว้เป็นข้อต่อสู้สำคัญในศาลเพื่อล้มการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ส่วนในทางการเมืองแทบไม่ต้องพูดถึง เพราะการใช้เสียงข้างมากตัดตอนเสียงข้างน้อยยิ่งถ่างรอยร้าวระหว่างสองฝ่ายให้กว้างมากขึ้น และการสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ผ่านกลไกสภาปฏิรูปการเมืองตามแนวคิดของรัฐบาลย่อมเป็นการยากที่จะได้รับการยอมรับจากหลายฝ่าย
เมื่อดูจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสภาแล้ว คงจะเห็นได้ชัดเจนแล้วว่าการสร้างความปรองดองเป็นเรื่องไกลจากความเป็นจริงออกไปทุกที โดยรัฐบาลไม่สามารถโทษใครได้นอกจากตัวเอง







