
เศรษฐกิจร่วงงบสมดุลถล่ม
เริ่มเอาไม่อยู่มากขึ้นทุกวันสำหรับเศรษฐกิจที่มีแต่ปัจจัยลบรุมเร้าจนอยู่ในอาการโคม่า
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เริ่มเอาไม่อยู่มากขึ้นทุกวันสำหรับเศรษฐกิจที่มีแต่ปัจจัยลบรุมเร้าจนอยู่ในอาการโคม่า ขณะที่รัฐบาลก็อยู่ในภาวะหมดมุขที่จะออกมาตรการมาขับเคลื่อนหรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว
ที่ผ่านมาเจอแค่ปัญหาเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาทแข็ง การส่งออกทรุด การบริโภคในประเทศชะลอ ทำให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาปรับลดเศรษฐกิจไทยจาก 4.25.2% เหลือ 3.84.3%
มาถึงตอนนี้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาก แต่การส่งออกของไทยกลับไม่กระเตื้อง มีการประเมินว่าจะขยายตัวได้ไม่ถึง 3% จากเดิมที่คาดว่าจะได้ถึง 89% แสดงให้เห็นว่าการส่งออกเส้นเลือดใหญ่ของไทยอาการสาหัสหนักกว่าที่คิด
แต่ขณะเดียวกันค่าเงินบาทอ่อนกลับส่งผลกระทบทำให้การนำเข้าน้ำมันแพง เป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตสินค้า ส่งผลทำให้สินค้าและบริการแพง ซ้ำเติมค่าครองชีพให้คนทั้งประเทศสูงขึ้น ทำให้ชักหน้าไม่ถึงหลัง และต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพื่อประทังชีวิต จนทำให้หนี้ครัวเรือนของไทยเพิ่มสูงขึ้นไปอีก
ภาวะมรสุมดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจไทยมีแต่ทรุดหนักมากขึ้นเรื่อยๆ จนล่าสุดกระทรวงการคลังได้ปรับลดเศรษฐกิจเหลืออยู่ที่ 4% ต่อปี ใกล้เคียงกับที่ สศค.ประเมินขั้นต่ำไว้
การที่เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวได้ต่ำกว่าเป้า ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้รายได้ของประเทศหดหายไปด้วย และอาจทำให้หลุดเป้าได้ เกิดเป็นปัญหาการเงินการคลังของประเทศตามมา
หากย้อนดูการเก็บรายได้ของประเทศปี 2555 ที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ถึง 6.4% แต่การเก็บรายได้ของประเทศกลับต่ำกว่าเป้า เนื่องจากผลกระทบการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และลดภาษีน้ำมันดีเซล ทำให้รายได้ของประเทศหายไปหลายแสนล้านบาท
มาในปี 2556 ผลกระทบการลดภาษีนิติบุคคลยังมีอยู่ และเศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำกว่าประมาณการไว้เดิม 12% ส่งผลทำให้เงินหายจากกระเป๋าของประเทศไปหลายแสนล้านบาท ทำให้การเก็บรายได้ของประเทศในปีนี้เสี่ยงหลุดเป้ามาเป็นปีที่สองติดต่อกัน
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การเก็บรายได้ของปีต่อๆ ไป จะมีปัญหารุนแรงมากขึ้น หากเศรษฐกิจยังขยายตัวได้น้อยกว่าประมาณการเช่นนี้ต่อไปหลายปีติดต่อกัน
ผลกระทบรายได้ของประเทศเข้าเป้า ก็จะส่งผลทางการคลังทำให้งบประมาณของประเทศมีปัญหาเข้าสู่ภาวะสมดุลได้ยาก แม้ว่ารัฐบาลนี้จะตั้งเป้าทำงบประมาณให้เข้าสู่สมดุลในปีงบประมาณ 2560 ก็ตาม
หากนับจากวันนี้ก็เหลือเวลาอีก 3 ปีเท่านั้นที่ประเทศจะเข้าสู่ภาวะสมดุลให้ได้ แต่ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายอยู่ไม่น้อย เนื่องจากการเก็บรายได้ของประเทศไม่เข้าเป้า แต่ขณะที่รายจ่ายของประเทศเกินเป้าจำนวนมาก ทำให้ประเทศอยู่ในภาวะที่งบประมาณขาดดุลเป็นเวลายาวนานจนกลายเป็นปัญหาทางการคลังในที่สุด
นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2550 ประเทศไทยทำงบประมาณแบบขาดดุลมาตลอดจนถึงปัจจุบัน โดยเริ่มขาดดุลตั้งแต่ 1.46 แสนล้านบาทต่อปี เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ สูงสุดในปีงบประมาณ 2554 ขาดดุลจำนวน 4.2 แสนล้านบาท และมีการขาดดุลลดลงจนปีงบประมาณ 2557 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภามีงบขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท
หากนับเวลา 8 ปีที่ประเทศทำงบประมาณขาดดุลรวมกันเป็นยอดเงินที่ขาดดุลถึง 2.3 ล้านล้านบาท ส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศในปี 2550 ที่มีอยู่ประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท เพิ่มเป็น 5.2 ล้านล้านบาท หรือ 44.27% ของจีดีพีในปัจจุบัน
เมื่อดูตามกำหนดเวลาที่รัฐบาลตั้งเป้า จะส่งผลให้รัฐบาลต้องทำงบประมาณขาดดุลอีก 2 ปี คือ ปีงบประมาณ 2558 และ 2559 หลังจากนั้นก็เข้าสู่งบประมาณสมดุล ซึ่งดูแล้วไม่น่าเป็นเรื่องยาก
แต่ทว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหลายอย่างของรัฐบาลที่ผ่านมาได้ซุกหนี้เป็นภาระในอนาคตไว้จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ทำให้มีภาระงบประมาณเพิ่มขึ้น 23 หมื่นบาทต่อปี
มาตรการรถคันแรกที่ทำให้ต้องหาเงินมาจ่ายคืนถึง 9 หมื่นล้านบาท จ่ายไปแล้วบางส่วนในปีงบประมาณ 2556 โดยใช้เงินคงคลังไปถึง 3 หมื่นล้านบาท และยังมีภาระก้อนใหญ่ในปีงบประมาณ 2557 อีก 23 หมื่นล้านบาท ขณะที่งบประมาณปี 2558 แม้ว่าจะเหลือจำนวนไม่มาก แต่ก็ต้องใช้เงินคงคลังที่ใช้คืนรถคันแรกของปีงบประมาณ 2556
ที่สำคัญคือภาระจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ที่ต้องมีการตั้งงบประมาณเพื่อชดเชยขาดทุน จะเป็นภาระก้อนโตของเงินงบประมาณ จากการปิดบัญชีของอนุกรรมการปิดบัญชีแค่ 31 ม.ค. 2556 มีขาดทุนไปแล้วถึง 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนว่าจะตั้งงบประมาณปีไหนมาใช้
ทั้งหมดยังไม่รวมกับความเสียหายกับการเข้าไปอุดหนุนราคาสินค้าการเกษตรในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ที่รัฐบาลยังค้างหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อีก 1 แสนล้านบาท ยังเป็นภาระงบประมาณอีกหลายปีที่ต้องหาเงินมาโปะใช้ให้หมด
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ออกมาระบุว่า หากรัฐบาลไม่เลิกโครงการรับจำนำข้าว จะเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถทำงบประมาณเข้าสู่สมดุลได้ เพราะคาดว่าจะมีผลขาดทุนปีละไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท ที่ต้องตั้งงบประมาณมาชดเชย
เช่นเดียวกับ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐ ที่ออกมาแสดงความเป็นห่วงการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว จะทำให้รัฐบาลทำงบสมดุลได้ช้ากว่าที่ตั้งเป้าไว้
ซึ่งการเตือนดังกล่าวไม่ได้มาลอยๆ เพราะจากตัวเลขฟ้องชัด โครงการจำนำข้าวใช้เงินไปแล้วถึง 6.7 แสนล้านบาท และมีการตั้งวงเงินใช้รอบใหม่ปี 2556/2557 อีก 2.7 แสนล้านบาทนั้น หมายความว่า หากรัฐบาลระบายข้าวไม่ได้ จะทำให้การใช้เงินในโครงการรับจำนำสูงเกือบ 1 ล้านล้านบาท
ซึ่งทีดีอาร์ไอมีการประเมินล่าสุดว่าผลการดำเนินโครงการจะขาดทุนไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท เพราะข้าวที่ระบายได้มีราคาต่ำกว่าต้นทุนที่รัฐจำนำไว้มาก เพราะข้าวไม่มีคุณภาพยิ่งเก็บยิ่งเน่ายิ่งขาดทุน ทำให้เป็นภาระของเงินงบประมาณที่ต้องมาชดเชยในอนาคต
เมื่อดูจากภาระที่ถูกซุกไว้ก้อนใหญ่ การทำงบประมาณเข้าสู่สมดุลในปี 2560 จึงมองไม่เห็นทาง ถึงแม้ว่าทำงบสมดุลได้จริง ก็เป็นการทำงบสมดุลลวงตาเท่านั้น เพราะรัฐบาลยังมีการกู้ขาดดุลนอกงบประมาณอีกจำนวนมาก ทั้งจากการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านบาท ที่ต้องกู้ภายใน 7 ปีนั้น หมายความว่า รัฐบาลแอบไปกู้ขาดดุลนอกงบประมาณเพื่อสร้างภาพว่างบสมดุล และยังต้องการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบความโปร่งใสของการดำเนินการอีกด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเทศประสบปัญหาทั้งการขาดดุลในงบประมาณที่ส่อเค้าปิดไม่ลง และขาดดุลนอกงบประมาณ ทำให้ฐานะการเงินการคลังของประเทศจึงเหมือนเป็นมะเร็งร้ายที่รักษาไม่ได้







