
ดีล2ยักษ์ไอที
บทบรรณาธิการบลูมเบิร์กให้ความเห็นกรณีไมโครซอฟท์และเวอริซอนปิดดีลซื้อกิจการมือถือว่า กูรูต่างแสดงท่าที “ไม่ตกใจ” กับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
บทบรรณาธิการบลูมเบิร์กให้ความเห็นกรณีไมโครซอฟท์และเวอริซอนปิดดีลซื้อกิจการมือถือว่า กูรูต่างแสดงท่าที “ไม่ตกใจ” กับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
เหตุผลประการแรก ไมโครซอฟท์และเวอริซอนโดดเข้าสู้ศึกธุรกิจมือถือในบรรยากาศที่อดีตคู่แข่งครองตลาดอย่าง แบล็คเบอร์รี่ เริ่มแผ่วลง ส่วนโนเกียก็ “ยอมแพ้” ยอมสละเรือตามผู้บุกเบิกตลาดรุ่นก่อนอย่าง โมโตโรล่า และ อีริคสัน ไป
ประการต่อมา นักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นผลกระทบจากนโยบายเก็บภาษีมหาโหดรายได้นอกประเทศของสหรัฐ โดยไมโครซอฟท์เพิ่งถูกรีดภาษีไป 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.25 แสนล้านบาท) ส่วนเวอริซอนอาจเล็งว่าการกู้ยืมเงิน 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.1 ล้านล้านบาท) จะได้ประโยชน์เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศลดดอกเบี้ยและมีแนวโน้มว่ามูลค่าโวดาโฟนจะถีบตัวสูงขึ้น
นักวิเคราะห์กล่าวต่อไปว่า อาจมีปัจจัยเรื่องการแย่งซื้อสิทธิบัตรร่วมด้วย โดยทำตาม กูเกิล บริษัทเสิร์ชเอนจินยักษ์ใหญ่ที่ก่อนหน้านี้ซื้อกิจการโมโตโรล่า แถมยังเป็นการสกัดขา แอปเปิล ผู้นำสมาร์ทโฟนอีกทางหนึ่ง
ทั้งนี้ บลูมเบิร์กวิจารณ์ปิดท้ายว่ารัฐบาลสหรัฐควรกลับไปทบทวนกฎหมายภาษีให้มีความผ่อนคลายมากขึ้น ขณะที่ไม่ควรส่งเสริมให้เอกชนกว้านซื้อสิทธิบัตรเพื่อหวังเก็งกำไรและขัดขากันเองโดยละเลยการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ และวิจารณ์ว่าบริษัทไอทีเหล่านี้ควรนำเงินไปพัฒนากลยุทธ์ใหม่มากกว่าลงทุนมาแย่งตลาดกันเอง ตัวอย่างเช่น โกดัก ที่เพิ่งฟื้นกลับมาและกล้าโดดไปเล่นกับเทคโนโลยี 3 มิติทันที







