
พลิกโฉมเอเชียตลาดภายในดัน ศก.โต
หากจับตาดูความเคลื่อนไหวของทิศทางเศรษฐกิจในเอเชียปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ที่ชะลอตัวลงอย่างหนัก
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
หากจับตาดูความเคลื่อนไหวของทิศทางเศรษฐกิจในเอเชียปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ที่ชะลอตัวลงอย่างหนัก ขณะที่ไทยได้เข้าสู่ภาวะหดตัวอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน หลายคนอาจเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจแล้วว่าภูมิภาคแห่งนี้จะก้าวขึ้นมาเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในอนาคตอันใกล้นี้
นอกเหนือจากจะต้องเผชิญกับภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจแล้ว หลายประเทศก็ยังต้องมาปวดเศียรเวียนเกล้ากับภาวะค่าเงินที่ร่วงหล่นลงมาอย่างหนัก หลังจากกระแสเงินทุนต่างชาติได้ไหลออกจากประเทศ เนื่องจากเริ่มมีทิศทางชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะลดการใช้มาตรการอัดฉีด (คิวอี)ในเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตาม หากว่ากันตามจริงแล้วดูเหมือนว่าปัญหาดังกล่าวที่ยกมานั้นจะยังไม่แรงพอที่จะมาขัดขวางและทำลายความหวังของภูมิภาคเอเชียที่จะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ ภูมิภาคที่มีประชากรเกือบ 2 ใน 3 ของโลกกำลังจะพลิกโฉมหน้าจากการเป็นฐานการผลิตและส่งออกไปสู่การพึ่งพาการบริโภคสินค้าจากตลาดภายในและอุตสาหกรรมภาคบริการมากขึ้น
บลูมเบิร์ก ระบุว่า ภายในปีนี้หรือปีหน้า อุตสาหกรรมภาคบริการจะเข้ามามีส่วนช่วยสร้างผลผลิตเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของจีดีพีของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย ขณะที่เมื่อ 3 ปีที่แล้วอยู่ที่ 48.5% ของจีดีพีเท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวถือว่าเป็นการขยับเข้ามาใกล้เคียงกับภูมิภาคยุโรปและละตินอเมริกา ซึ่งอยู่ที่มากกว่า 60% และประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่มโออีซีดี ที่ 75%
เฟรเดอริก นิวแมน หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจเอเชีย จากธนาคารเอชเอสบีซี ระบุว่า เศรษฐกิจเอเชียที่เคยขับเคลื่อนโดยภาคการผลิตกำลังจะเปลี่ยนไปสู่การขับเคลื่อนโดยภาคบริการ ดังนั้นแนวโน้มนี้จึงน่าจะเข้ามากำหนดอนาคตของเอเชียในอนาคต
สำหรับปัจจัยหนุนนำที่ทำให้ธุรกิจภาคบริการเข้ามามีบทบาทในเศรษฐกิจของเอเชียมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นั้น ก็เป็นเพราะผู้ประกอบการเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับตลาดภายในประเทศมากขึ้น จากเดิมที่มุ่งแต่จะส่งออกขายสินค้าและบริการไปยังตลาดในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นหลัก
เนื่องจากกำลังซื้อของประชากรภายในของหลายประเทศในเอเชียอยู่ในทิศทางเติบโตขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นผลพวงจากการขยายตัวของชนชั้นกลางและนโยบายการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำนั่นเอง ทั้งนี้ บริษัท เอินส์ทแอนด์ยัง ประเมินว่าภายในปี 2030 ประชากรที่มีกำลังในการบริโภค หรือชนชั้นกลางจำนวน 2 ใน 3 ของโลกจะอยู่ในเอเชียแปซิฟิก
ยูวา เฮดริกหว่อง ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจโลกของบริษัท มาสเตอร์การ์ด เปิดเผยว่า ในขณะที่คนเอเชียรวยขึ้น ประชาชนจะเริ่มซื้อสินค้าต่างๆ น้อยลง แต่หันไปหาซื้อหาสินค้าด้านการบริการต่างๆ มากขึ้น เช่นการท่องเที่ยว โดยยืนยันได้จากรายงานคาดการณ์ยอดการซื้อสินค้าของภาคครัวเรือนในจีนที่จะน้อยลงมาอยู่ที่ 60% ในปีนี้ และเหลือแค่ 52% ในปี 2033 จากเดิมที่ 71% ในปี 1993
“ตอนนี้ผู้คนต้องการซื้อประสบการณ์ ทั้งในแง่ของการท่องเที่ยว การออกไปทานข้าวนอกบ้าน การไปชมคอนเสิร์ต” เฮดริกหว่อง กล่าว พร้อมย้ำว่าธุรกิจภาคบริการในอนาคตอันใกล้นี้จะก้าวเข้ามามีบทบาทและกลายเป็นพลังขับเคลื่อนหลักในการสร้างรายได้และการจ้างงาน
ขณะเดียวกัน ผลจากการที่ต้นทุนการผลิตสินค้าจากในภูมิภาคเอเชียแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านค่าเงินที่เริ่มแข็งค่ากว่าในอดีต กับต้นทุนค่าแรงโดยเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นเกือบถึง 50% ในช่วงปี 2000–2011 ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มเพียง 5% ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มหันมาเปลี่ยนการลงทุนไปสู่อุตสาหกรรมภาคบริการ เพื่อตอบรับความต้องการของชนชั้นกลางในประเทศที่เพิ่มขึ้นแทน เช่น ประกันภัย ธนาคาร ร้านอาหาร การดูแลสุขภาพ
“ค่าแรงที่สูงขึ้นนำไปสู่การใช้จ่ายการกู้ยืมมากขึ้น และเมื่อผู้คนจำนวนมากเริ่มมีรายได้มากขึ้น ก็จะสามารถซื้อประกัน วางแผนเก็บออม หรือไม่ก็นำไปลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์” อามิท อาโรลา หัวหน้าฝ่ายผู้บริโภคของธนาคารสแตนดาร์ดชาเตอร์ด ประจำเวียดนาม กล่าวให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก
แนวโน้มความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคาดว่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเอเชียมากพอสมควร โดยเฉพาะในแง่ของการประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงปากท้องของคนเอเชียในอนาคต ที่จะเริ่มขยับขยายจากการอยู่ในอุตสาหกรรมภาคการผลิต เช่น คนงานในโรงงาน เกษตรกร เข้าไปสู่อุตสาหกรรมภาคบริการที่จำเป็นต้องใช้ทักษะสูงขึ้น เช่น ภาคธนาคาร ทนายความ การดูแลสุขภาพ สถาบันการศึกษา และการอบรมฝึกทักษะต่างๆ ร้านอาหาร เพื่อตอบสนองความต้องการของชนชั้นกลางที่คาดว่าจะมีความหลากหลายขึ้น
“เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นในเอเชีย โดยเฉพาะเมื่อคนมีฐานะดีขึ้น เนื่องจากเมื่อมีชนชั้นกลางขยายตัวขึ้นทุกปี ความต้องการสินค้าภาคบริการก็มีมากขึ้น” ดงยูน ปาร์ค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) กล่าว
ขณะเดียวกัน ผลจากการที่เอเชียเริ่มเข้ามาพึ่งพาอุตสาหกรรมภาคบริการและการบริโภคจากภายในตลาดของตนเอง ก็จะทำให้ทิศทางในการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคตจะต้องหันมาให้ความสำคัญกับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากขึ้น เพราะเมื่อประเทศพึ่งพาการส่งออกไปขายสินค้ายังต่างประเทศน้อยลง ก็ทำให้ความจำเป็นในการแทรกแซงหรือกดอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินของตนให้ต่ำเข้าไว้ เพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้าจึงมีความจำเป็นน้อยลง
นอกจากนี้ ก็คาดว่าจะทำให้มูลค่าทางการตลาดและการค้าปลีกในเอเชียขยายตัวมากขึ้น โดย บริษัท ไพรซ์วอเตอร์เฮาส์ แอลแอลพี คาดการณ์ว่ามูลค่าการค้าปลีกในเอเชียแปซิฟิกจะขยายตัวขึ้นมาถึงที่ประมาณ 11.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2016 ส่วนอเมริกาเหนืออยู่ที่ 4.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ยุโรปตะวันตกที่ 3.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ การเปลี่ยนโฉมหน้าทางเศรษฐกิจของเอเชียไปสู่การพึ่งพิงภาคบริการและการบริโภคจากภายในที่มากขึ้นนั้น ถือว่าเอเชียกำลังเดินตามแบบอย่างของสหรัฐในอดีต โดยเมื่อครั้งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น สหรัฐมีอัตราส่วนการจ้างงานภาคบริการคิดเป็น 10% ของแรงงานนอกเหนือภาคการเกษตร ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมคิดเป็น 38% แต่ปัจจุบันการจ้างงานในอุตสาหกรรมภาคบริการคิดเป็น4 ใน 5 ของการจ้างงานนอกภาคการเกษตร และมีส่วนในการสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจประเทศมากถึง 68% ของจีดีพี
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่าการที่เอเชียจะก้าวมาสู่การพึ่งพาอุตสาหกรรมภาคบริการนั้นไม่เป็นไปอย่างราบรื่นนัก เพราะเอเชียยังมีอุปสรรคอยู่หลายประการ เช่น ระบบโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมที่ไม่เอื้อต่อการขยายตัวของธุรกิจภาคการบริการ ขณะเดียวกันหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ยังมีการใช้กฎหมายปกป้องตลาดภายในอยู่ จึงทำให้การลงทุนข้ามพรมแดนระหว่างกันในด้านอุตสาหกรรมการบริการในเอเชียจึงยังไม่ราบรื่นนัก
จึงนับเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายจะต้องแก้ไขให้ได้







