posttoday
ยุติพรบ.กู้4แสนล้านสะท้านคนทั้งประเทศ

ยุติพรบ.กู้4แสนล้านสะท้านคนทั้งประเทศ

26 เมษายน 2553

ในสถานการณ์ที่ พ.ร.บ.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทต้องถูกพับไป ขณะที่ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ก็ยังลูกผีลูกคนหวยล็อกจะออกมาในแนวทางการใช้วิธีงบประมาณพิเศษ

ในสถานการณ์ที่ พ.ร.บ.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทต้องถูกพับไป ขณะที่ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ก็ยังลูกผีลูกคนหวยล็อกจะออกมาในแนวทางการใช้วิธีงบประมาณพิเศษ

โดย...ทีมข่าวการเงิน

โครงการไทยเข้มแข็ง 1.4 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งเป้าสูงเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอันสำคัญ ถึงขนาดยอมแบกหน้าว่าเป็นรัฐบาลกู้สิบทิศ

ด้วยการออกกฎหมายกู้เงินมา 8 แสนล้านบาท เพื่อมาลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็งให้ถึงฝั่งฝัน

แต่ปรากฏว่า ยิ่งนานวันเหตุการณ์ยิ่งหมดหวัง เมื่อการเดินหน้าเร่งเครื่องโครงการไทยเข้มแข็งติดๆ ขัดๆ

แม้ว่าในกรอบหลักการแล้วการที่รัฐบาลออกตัวด้วยการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มาลงทุนในโครงการเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ ผ่าน 4 กระทรวงหลัก คือ กระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยยิงโครงการลงไปในหัวใจชาวบ้านและปวงประชาจะได้รับการสรรเสริญเยินยอ

ยุติพรบ.กู้4แสนล้านสะท้านคนทั้งประเทศ

แต่ปรากฏว่ายังไม่ทันได้เริ่มโครงการ ก็เกิดเรื่องฉาวทุจริตในโครงการของกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ จนเดี้ยงเดินหน้าแทบไม่ได้

ปัจจุบัน เงินกู้ตาม พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท มีการเบิกจ่ายไปจริงๆ แค่ 1.03 แสนล้านบาทเท่านั้น

พิเคราะห์ลึกลงในรายละเอียดจะพบว่า ในจำนวนกว่า 4 หมื่นล้านบาท เป็นโครงการขนาดเล็ก เช่น การสร้างถนนไร้ฝุ่น โครงการชลประทานขนาดเล็ก ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องยอมรับว่าเป็นเบี้ยหัวแตก

ว่ากันว่า เงินกู้ที่ยังเหลือจาก พ.ร.ก. อีกราว 3.2 แสนล้านบาท รัฐบาลปักธงจะต้องเร่งกู้ใช้ให้หมดภายในสิ้นปีนี้ ตามที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย

เม็ดเงินจำนวนแค่นั้นไม่เพียงพอกับการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวต่อเนื่อง ยิ่งยามเจอมรสุมการเมืองที่ร้อนระอุโหมกระหน่ำ จนปัจจุบันเศรษฐกิจสะดุดและติดหล่มไปแล้วจากวินาศกรรมกลางเมืองหลวง

ครั้นจะมาหวังพึ่งโครงการลงทุนไทยเข้มแข็ง ในส่วนที่ต้องใช้เงินจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ตอนนี้ก็ต้องบอกว่าความหวังริบหรี่เต็มที

ส่วนหนึ่งเพราะความเห็นไม่ลงรอยของการออก พ.ร.บ. ระหว่างรัฐบาลกับวุฒิสมาชิก ที่วุฒิสมาชิกไม่ต้องการเป็นตรายางรับรองโครงการลงทุนเท่านั้น แต่ต้องการมีส่วนร่วมการพิจารณาในโครงการทั้งหมด

หากรัฐบาลดันทุรังพิจารณากฎหมายดังกล่าว และไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภา อาจจะส่งผลให้รัฐบาลสิ้นสภาพการเป็นรัฐบาลไปได้ง่ายๆ

รัฐบาลจึงไม่ได้เร่งผลักดัน พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อมาใช้ลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็งเต็มมือนัก

ยิ่งเมื่อนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า หลังจากหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ได้ข้อสรุปว่า ในวันที่ 27 |เม.ย. 2553 กระทรวงการคลังจะเสนอ ครม.ให้พิจารณาทบทวนความจำเป็นในการออก พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 รวมถึงแผนการใช้เงินจากรายได้ที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายในปีงบประมาณ 2553 ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท มากระตุ้นเศรษฐกิจ

ข้อมูลจากปากนายกรณ์นั้นชัดเจนแล้วว่า จากการจัดเก็บรายได้ที่สูงขึ้น จึงไม่จำเป็นที่กระทรวงการคลังต้องกู้เงินอีก 4 แสนล้านบาทตาม พ.ร.บ.ที่ขณะนี้อยู่ในชั้นการพิจารณากรรมาธิการร่วมรัฐสภา

ส่วนจะดำเนินการอย่างไรเป็นเรื่องของสภาพิจารณา หากส่งร่างกลับมาให้รัฐบาลยืนยันร่าง พ.ร.บ. รัฐบาลก็จะไม่ยืนยันร่างกลับเข้าสภาอีก

กฎหมายนี้ก็ต้องล้มไปเพื่อรักษาวินัยการคลัง และยังช่วยลดภาระการก่อหนี้ของภาครัฐลงด้วย

ไม่ต้องแปรความก็รู้ว่า พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แท้งไปเรียบร้อยโรงเรียนไทย

ปัญหาที่ต้องพิจารณาคือ การยุติ พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น ผลข้างเคียงจะเป็นอย่างไรในยามประเทศเกิดมิคสัญญี

ต้องไม่ลืมว่า เม็ดเงิน 4 แสนล้านบาท ตาม พ.ร.บ.กู้เงินนั้นมีเป้าชัดเจนว่าจะเน้นในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศเป็นด้านหลัก

โครงการลงทุนแบ่งตามหมวดที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ประกอบด้วย โครงการลงทุนเรื่องระบบน้ำ ระบบขนส่ง รวมทั้งระบบราง โครงการด้านการศึกษา และโครงการด้านสาธารณสุข

การลงทุนเรื่องน้ำมีการวางแผนเน้นเป็นพิเศษว่าการลงทุนต้องส่งผลตอบแทนทางการเกษตร ทำให้เกิดผลผลิตมากขึ้น

ระบบราง จะให้ไปลงทุนร่วมกับเอกชนเป็นหลัก คาดว่าจะใช้วงเงิน 1 แสนล้านบาท ในระบบรางและระบบความปลอดภัย

ด้านการศึกษา ซึ่งตั้งเป้าที่จะใช้งบประมาณไทยเข้มแข็ง และแผนการศึกษาที่จะจบในปี 2559 โดยเน้นลงทุนเรื่องการพัฒนาคุณภาพครู อุปกรณ์การศึกษา ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งคุณภาพโรงเรียน คุณภาพครู ถือเป็นการลงทุนที่จำเป็นทางด้านสังคม

เมื่อพับ พ.ร.บ.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เงินที่จะมาจากการลงทุนในโครงการเหล่านี้ก็ร่อยหรอ เพราะต้องไปฝังไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามปกติ

ยิ่งหากมีการยุบสภา และต้องไปใช้งบประมาณปี 2553 เงินที่จะเข้าไปดูแลประชาชนหายไป 3 แสนล้านบาททันที

โครงการประกันรายได้ และโครงการเรียนฟรี จะเอาเงินมาจากไหน

ขณะเดียวกัน ก็หมายถึงว่า โรดแมปการพัฒนาประเทศที่เคยฝันกันไว้ก็กลายเป็นหมันไปทันที

เพราะงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามปกตินั้น มีงบเพื่อการลงทุนจริงแค่ปีละ 3 แสนล้านบาทเศษเท่านั้น

เงินจำนวนดังกล่าว น.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ บอกชัดเจนว่า หาก พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่จะมาใช้ในโครงการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะที่ 2 ติดปัญหาไม่ได้ใช้แล้วต้องหันมาใช้งบลงทุนปกตินั้น เม็ดเงินปกติคงจะไม่สามารถเดินหน้าโครงการลงทุนต่างๆ ตามที่แต่ละหน่วยงานเสนอของบประมาณมาอย่างแน่นอน

ขณะที่ในส่วนของการลงทุนนั้น ถ้าหากมีการใช้เม็ดเงินใน พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการนำมาใช้เพื่อการลงทุนทั้งหมดตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 ที่เป็นยุทธศาสตร์การลงทุนระยะยาวอันมีผลต่ออนาคตทั้งสิ้น

ในสถานการณ์ที่ พ.ร.บ.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ต้องถูกพับไป ขณะที่ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ก็ยังลูกผีลูกคน

ทุบโต๊ะเอาไว้ที่นี่เลยว่า หวยล็อกจะออกมาในแนวทางการใช้วิธีงบประมาณพิเศษ นั่นคือ รัฐบาลก็ต้องตั้งงบประมาณมากระตุ้นเศรษฐกิจในรูปงบประมาณกลางปีอีกรอบหนึ่ง

เพื่อให้ภาคเอกชนมารับช่วงการลงทุนต่อจากภาครัฐ

ไม่เช่นนั้นยากจะฉุดเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวแน่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท