
น้ำมันพุ่งอย่าเพิ่งผวาศึกซีเรียไม่ทำตลาดป่วน
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เพียงแค่มีสัญญาณเด่นชัดขึ้นว่า ประธานาธิบดี บารัก โอบามา กำลังเดินหน้าล็อบบี้อย่างหนักทั้งในสภาคองเกรสและเวทีประชุมสุดยอด จี20 เพื่อหาความชอบธรรมในการใช้กำลังเข้าถล่มซีเรีย ราคาน้ำมันดิบก็ดีดตัวขึ้นทันทีอีกเกือบเหรียญสหรัฐไปปิดที่ระดับ 108.54 เหรียญสหรัฐ ในตลาดไนเม็กซ์ เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ทั้งที่เพิ่งจะแผ่วลงมาอยู่ในระนาบ 106 เหรียญสหรัฐ เพียง 23 วันก่อนหน้า
เท่ากับว่า “ปัจจัยพื้นฐาน” ที่ซีเรียไม่ใช่ทั้งผู้ผลิตและผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกนั้น ไม่ได้มีผลเหนือกว่า “ปัจจัยทางจิตวิทยา” ที่นักลงทุนพร้อมจะเทขายสัญญาน้ำมันทันที หากขีปนาวุธลูกแรกตกลงถึงกรุงดามัสกัส
ดังนั้น โลกจึงมีสิทธิสูงอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับราคาน้ำมันทุบสถิติใหม่ของปีนี้ ซึ่งอาจเป็นราคาที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในตะวันออกกลาง (อาหรับ สปริง) ปี 2011 เช่นเดียวกับตลาดหุ้นที่มีแนวโน้มดิ่งลงหนักจากความกังวลของนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเห็นพ้องเช่นเดียวกันอีกข้อหนึ่งด้วยก็คือ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นนั้นจะไม่ยืนระยะยาวจนขวางทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ หรืออาจเรียกได้ว่า “มาไว ก็ไปไว”
เรื่องนี้สามารถพิสูจน์ได้จากการเทียบเคียงประวัติศาสตร์ในแต่ละครั้งที่ผ่านมา ที่สหรัฐเข้าถล่มประเทศในตะวันออกกลางครั้งแล้วครั้งเล่า
ในสงครามอ่าวเปอร์เซีย หรือที่รู้จักกันในชื่อปฏิบัติการพายุทะเลทราย เมื่อช่วงต้นปี 1991 นั้น เพียงแค่ 2 สัปดาห์ก่อนที่สภาคองเกรสจะประชุมเพื่อลงมติไฟเขียวให้รัฐบาลประธานาธิบดี จอร์จ บุช ผู้พ่อ ใช้ปฏิบัติการทางทหารที่เหนือกว่าเข้าสั่งสอนอิรัก ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ก็ดิ่งลงถึงเกือบ 5% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบนั้นทรุดฮวบลงทันทีถึง 12.5%
อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาของตลาดทุนกลับพลิกผันอย่างรวดเร็วภายในเวลาต่อมา เพราะในวันที่ 17 ม.ค. 1991 หรือ 1 วัน หลังจากที่สหรัฐเริ่มใช้ปฏิบัติการทางอากาศกับอิรักนั้น ราคาน้ำมันดิบก็ปรับตัวลงสู่ระดับปกติ โดยลดลงต่ำสุดภายในวันเดียวถึง 33% ในขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ก็ปรับตัวขึ้นได้ถึง 3.7% เช่นกัน
ทางด้านสงครามอิรัก โค่นล้มประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน ในอีก 12 ปีต่อมา ก็ทำให้เกิดสถานการณ์ความปั่นป่วนในตลาดทุนโลกที่แทบไม่ต่างกันคือ เต็มไปด้วยความหวาดวิตกและมีการซื้อขายกันบนปัจจัยทางจิตวิทยาเป็นหลัก ก่อนที่ราคาจะทยอยกลับสู่สถานการณ์เกือบปกติตามมาในเวลาอันรวดเร็ว
ในช่วงสามเดือนก่อนที่สงครามอิรักจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 19 มี.ค. 2003 นั้น ราคาน้ำมันโลกอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปมาตลอด ก่อนที่จะพุ่งขึ้นสูงสุดในวันที่ 18 มี.ค. หรือเพียงหนึ่งวันก่อนที่สหรัฐจะเริ่มต้นปฏิบัติการโค่นล้มระบอบซัดดัม โดยราคาน้ำมันโลกดีดตัวขึ้นถึง 40% จากที่ราคา 18 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในเดือน ธ.ค. ไปสู่ระดับ 25 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับดัชนีเอสแอนด์พี 500 ที่ปรับตัวลงไปถึง 11%
ทว่า เพียงไม่กี่วันต่อมาภายในสัปดาห์เดียวกัน ราคาน้ำมันก็สวิงต่ำลง 24% พร้อมกับการรีบาวด์ขึ้น 8% ของเอสแอนด์พี 500 เมื่อตลาดทราบดีว่าสหรัฐจะเป็นผู้ชนะและจะเป็นผู้ที่กุมชะตากรรมของอิรัก ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ 1 ใน 10 ของโลกต่อไปในอนาคต
อีกหนึ่งตัวอย่างที่เพิ่งผ่านมาสดๆ ร้อนๆ เมื่อ 2 ปีที่แล้วก็คือ สงครามลิเบีย โค่นล้มระบอบประธานาธิบดี โมอัมมาร์ กัดดาฟี ที่ทำให้เรามองเห็นภาพการสวิงระยะสั้นๆ ของตลาดทุนและโภคภัณฑ์โลกได้ชัดเจนขึ้น
ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น 12% ท่ามกลางตลาดหุ้นสหรัฐที่ดิ่งลงถึง 5% ในช่วง 1 เดือนของกระแสความหวาดวิตกก่อนที่จะเกิดสงครามขึ้นจริงตามมาในวันที่ 19 มี.ค. 2011 แต่หลังจากที่ปฏิบัติการทางทหารเริ่มต้นขึ้นจริง ตลาดหุ้นก็กลับมารีบาวด์ได้ 1.5% ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาได้อีก 4% ในปลายเดือนเดียวกัน ในขณะที่ราคาน้ำมันผันผวนต่อเนื่องระยะหนึ่ง ก่อนจะปรับตัวลงรวม 24% เมื่อฝ่ายติดอาวุธตรงข้ามกับกัดดาฟีสามารถเข้ายึดอำนาจได้เป็นผลสำเร็จ
เห็นได้ชัดว่าความผันผวนของตลาดทุนในช่วงสงครามนั้น เป็นปัจจัยที่อิงกับปัจจัยทางจิตวิทยาเป็นหลัก ทำให้ราคาน้ำมันสามารถดีดขึ้น แต่ก็สวิงกลับมาลดลงภายในเวลาไม่นานเช่นกัน
เพราะตลาดทุนทั่วโลกนั้นรู้ดีและคาดการณ์ทิศทางในระยะยาวได้ว่า ใครจะเป็นผู้แพ้หรือชนะ ที่จะได้กุมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังจบสงครามนี้







