
วีซ่าญี่ปุ่น
ปีนี้ ญี่ปุ่นยกเว้นข้อกำหนดในการขอวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจากไทย มาเลเซีย ข้อนี้ข้อเดียวก็น่าจะทำให้ทั้งคนไทย และคนมาเลเซียแห่เที่ยวญี่ปุ่นมากขึ้นอีกเป็นประวัติการณ์
ปีนี้ ญี่ปุ่นยกเว้นข้อกำหนดในการขอวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจากไทย มาเลเซีย ข้อนี้ข้อเดียวก็น่าจะทำให้ทั้งคนไทย และคนมาเลเซียแห่เที่ยวญี่ปุ่นมากขึ้นอีกเป็นประวัติการณ์
ปีเดียวกันนี้ ญี่ปุ่นเปิดให้ชาวฟิลิปปินส์และเวียดนาม ยื่นขอ Multiple Entry Visa เข้าญี่ปุ่นได้ง่ายขึ้นด้วย ขนาดที่สายการบินเตรียมเพิ่มเที่ยวบินรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้กันใหญ่
ญี่ปุ่นเห็นความจำเป็นในการเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าญี่ปุ่นขนานใหญ่เมื่อไม่นานมานี้เอง ด้วยความที่ระบบด้านตรวจคนเข้าเมืองค่อนไปทางอนุรักษนิยม อีกทั้งชาวญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้เรียกร้องอยากให้มีคนต่างชาติเข้าไปญี่ปุ่นมากนัก เพราะเศรษฐกิจท่องเที่ยวของญี่ปุ่นส่วนมากพึ่งพานักท่องเที่ยวจากชนชั้นกลางญี่ปุ่นเองก็เพียงพออยู่ อีกทั้งการปรากฏตัวขึ้นของคนต่างชาติบ่อยครั้งหมายถึงปัญหามากกว่าโอกาสสำหรับผู้ประกอบการทั่วๆ ไปในท้องถิ่นของญี่ปุ่น
คนญี่ปุ่นออกเที่ยวดูสถานที่ต่างๆ ในประเทศของตัวด้วยระบบมารยาททางสังคมคล้ายคลึงกัน ภาษาก็เดียวกัน การปรับตัวเพื่อจะรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจึงน้อย แต่สิ่งที่ทรงพลังอย่างยิ่งของญี่ปุ่น คือ ความมีมาตรฐานของระเบียบแบบแผน ความสุภาพอย่างเหลือเชื่อ และความคิกขุที่มีปะปนอยู่ในวัฒนธรรมจนเป็นเอกลักษณ์ที่ใครไปสัมผัสก็ประทับใจ
แต่ปี 2012 ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้าไปเพียง 8.3 ล้านคน เยอะสุดคือ จากเกาหลี 2 ล้านคน หรือคิดเป็น 24% จากไต้หวัน เกือบ 1.5 ล้านคน หรือ 7% จากจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งลดลงเหลือเท่าไต้หวัน เพราะกรณีขุ่นเคืองกันเรื่องเกาะพิพาท เตียวหยู เซนกากุ
ชาวสหรัฐมาญี่ปุ่นปีละ 7 แสนคน คิดเป็น 8% จากฮ่องกง เกือบ 5 แสนคน คิดเป็น 5.8% จากไทยไป 2.6 หมื่นคน คิดเป็น 3.1% มากกว่าที่ชาวสิงคโปร์เดินทางไปญี่ปุ่นอีกเท่าตัว ที่เหลือนอกจากนี้ก็เป็นพวกผมทองจากออสเตรเลีย 2 แสนคน อังกฤษ 1.7 แสนคน แคนนาดา 1.5 แสนคน
ดังนั้น การที่ญี่ปุ่นยกเว้นวีซ่าให้คนไทย ก็น่าจะมาจากการที่เราเป็นลูกค้าที่ไปเยอะติด TOP 10 แต่ที่ยกเว้นวีซ่าให้มาเลเซียนี่น่าจะสาเหตุอื่น เพราะมาเลเซียไปญี่ปุ่นไม่เยอะเลย รวมทั้งกรณีที่ยืดหยุ่น Multiple Visa ให้ฟิลิปปินส์และเวียดนามด้วย
คำอธิบายที่ง่ายที่สุดก็น่าจะมาจากการยอมรับว่ามีคนชั้นกลางเกิดใหม่ขึ้นจำนวนมากในอาเซียน ดังนั้น เพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ภาคประชาชนระหว่างญี่ปุ่นกับอาเซียน ก็ลดเงื่อนไขในการไปมาหาสู่กันดีกว่า เพราะอาเซียนเป็นทั้งฐานการผลิตของสินค้าญี่ปุ่นที่สำคัญ และเป็นทั้งตลาดของสินค้าญี่ปุ่นไปในตัว ถ้าจะให้ชาวอาเซียนเป็นลูกค้าภาคบริการของญี่ปุ่นด้วยก็น่าจะคุ้มค่า
ส่วนจะถึงขนาดเอาไว้ชดเชยตัวเลขรายได้จากที่นักท่องเที่ยวจีนหดไปนั้นคงยาก เพราะ 1 ใน 4 ของรายได้ด้านท่องเที่ยวจากต่างประเทศทั้งหมดของญี่ปุ่นมาจากคนจีน
ผมเคยสอบถามผู้บริหารองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่นว่า อะไรคือก้าวกระโดดของการท่องเที่ยวภายในของญี่ปุ่นที่สำคัญที่สุด
เขาตอบว่า...รถไฟ...ครับ ในปี 1907 การรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่น ได้ใช้นโยบายพัฒนาที่พักแรมตามแนวเส้นทางรถไฟ (ซึ่งแล่นตรงเวลามาก) จากนั้นการพัฒนาที่ดินประเภทต่างๆ ก็หลั่งไหลตามมา เพราะทุกเมืองที่รถไฟแล่นผ่านรู้ทันทีว่า เมื่อมีที่พักแรมของการรถไฟเกิดนำแล้ว ชาวเมืองและเทศบาลเมืองนั้นๆ ก็จะมาลงทุนสร้างและเสนอบริการสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ประกอบ ผู้ประกอบการรายย่อยๆ ตามเมืองต่างๆ ย่อมคึกคัก เพราะผู้ค้ารายย่อยกับผู้ซื้อรายย่อยจะได้เจอกัน
รถไฟเป็นวิธีเดินทางที่ถูกกว่ามาก เมื่อเทียบกับเครื่องบิน แต่ลงทุนสูงกว่ามากเหมือนกัน ดังนั้น คนญี่ปุ่นที่แม้ไม่รวยก็ท่องเที่ยวได้สะดวก
ผู้บริหารของการท่องเที่ยวญี่ปุ่น อธิบายว่า สายการบินยังไงๆ ก็สู้พัฒนาด้วยรถไฟไม่ได้ ความสะดวกต่างกันมาก รถไฟแล่นเข้ากลางเมือง แต่สนามบินต้องหนีเมือง รถไฟไม่ง้ออากาศเปิดปิด ไม่เกี่ยงเรื่องใครจะขนของเยอะของหนัก ไม่เกี่ยงเรื่องต้องแยกคนกับสัมภาระออกจากกัน ไม่มีกติกาด้านความปลอดภัยก่อนเดินทางที่จุกจิก เดินทางจะนั่งจะยืนจะเดินก็ไม่มีใครว่า การเดินทางเป็นหมู่คณะจึงไม่เคร่งเครียด เด็กเล็ก คนแก่ คนพิการ คนท้อง น้องหมาน้องแมว แก้วแหวนปิ่นโตสารพัด ก็พาไปได้หมดโดยง่าย
ดังนั้น รัฐบาลไหนที่จะลงทุนเรื่องรถไฟน่ะ...ผมว่าน่าสนับสนุนทั้งนั้นแหละครับ ส่วนจะความเร็วสูงต่ำขนาดไหน ก็ขอให้เอาพอเหมาะพอควร เอาที่สะอาดปลอดภัยตรงเวลา ไม่ต้องแพงนัก เราทำให้เกิดเศรษฐกิจรถไฟในประเทศได้แค่ไหน ประเทศและผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยก็ก้าวหน้าและมั่นคงขึ้นเป็นทวีคูณเสมอ







