
เงินจำนำข้าวบานปลาย
หากเรียกตามภาษานักกฎหมาย ก็ต้องบอกว่าในยามนี้ไม่แคล้วที่นักกฎหมายในรัฐบาลอาจต้อง “ตีความ” มติคณะรัฐมนตรี (ครม.)
โดย...จตุพล สันตะกิจ
หากเรียกตามภาษานักกฎหมาย ก็ต้องบอกว่าในยามนี้ไม่แคล้วที่นักกฎหมายในรัฐบาลอาจต้อง “ตีความ” มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เหมือนกับตีความกฎหมายทั่วไปเสียแล้ว
เพราะวันนี้การกำหนดกรอบวงเงินที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล กำลังสร้างรอยร้าวระหว่างกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ ต่างฝ่ายต่างมีความเห็นต่างเกี่ยวกับการใช้กรอบวงเงินในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเมื่อย่างเข้าสู่ปีที่ 3 หรือปีการผลิต 2556/2557
ที่มาที่ไปจนกลายเป็นเรื่องของเรื่อง ก็เพราะ ครม.มีมติวันที่ 3 ก.ย. อนุมัติกรอบวงเงินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/2557 วงเงิน 2.7 แสนล้านบาท แต่ที่มาของแหล่งเงินนั้นจะเป็นการกู้เงินใหม่ที่เพิ่มขึ้นจากกรอบวงเงินเดิมที่ ครม.อนุมัติให้กู้ได้ไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ทำให้เกิดข้อถกเถียง
เพราะเมื่อครั้ง บุญทรง เตริยาภิรมย์ “คนสายเจ๊แดง” ยังเดินไปมาในฐานะเจ้ากระทรวงพาณิชย์ เงินกู้ในโครงการรับจำนำข้าวบานปลายแตะระดับ 6 แสนล้านบาท บุญทรง ต้องการให้รัฐบาลกู้เงินเพิ่มเพื่อโครงการ แต่บรรดารัฐมนตรีในอาณัติของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขัดขวางเต็มที่ หยิบยกเรื่องการรักษาวินัยการคลังมาขู่ หวังปิดป้องไม่ให้เงินโครงการรับจำนำข้าวสร้างภาระการคลังให้รัฐบาลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
“นายกฯ ขอให้ผมมาช่วยดูเงินโครงการรับจำนำข้าว โดยให้จำกัดเงินหมุนเวียนไม่เกิน 5 แสนล้านบาท” นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ในขณะนี้ ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อช่วงต้นเดือน มี.ค. ครั้งดำรงตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกฯ
หลังจากนั้น 3 เดือน สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส เตือนซ้ำว่าหนี้สินในโครงการรับจำนำข้าวว่าจะเป็นเหตุให้ประเทศถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ เมื่อมีการระบุตัวเลขขาดทุนในโครงการว่าสูงถึง 2.6 แสนล้านบาท
ตั้งแต่นั้นมา รัฐมนตรีใน ครม.ต่างให้สัมภาษณ์ในทิศทางเดียวกันว่าเงินกู้ในโครงการรับจำนำข้าวจะต้องไม่เกินกรอบ 5 แสนล้านบาท รัฐบาลจึงเลี่ยงบาลีด้วยการกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แต่เลี่ยงเป็นใช้คำว่า เงินสำรองจ่าย ส่งผลให้ ณ วันที่ 28 ส.ค. ธ.ก.ส.สำรองจ่ายเงินในโครงการแล้ว 5 หมื่นล้านบาท จากเงินหมุนเวียน 6.8 แสนล้านบาท
“ธ.ก.ส.ได้จ่ายเงินหมุนเวียนโครงการรับจำนำข้าวเปลือกจนถึงวันที่ 28 ส.ค. ไปแล้ว 6.8 แสนล้านบาท ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จ่ายเงินค่าขายข้าวให้ ธ.ก.ส.แล้ว 1.3 แสนล้านบาท บางส่วนใช้หนี้คืน ธ.ก.ส.และบางส่วนนำไปหมุนเวียนซื้อข้าวเปลือกในช่วงที่ผ่านมา” บุญไทย แก้วขันตี รองกรรมการผู้จัดการ ธ.ก.ส.ให้สัมภาษณ์
แต่เมื่อสับหลีกตำแหน่งรัฐมนตรีใน ครม.ยิ่งลักษณ์ พร้อมๆ กับการเริ่มเข้าสู่วงรอบโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีที่ 3 ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินในกรอบวงเงิน 2.7 แสนล้านบาท สำหรับการรับจำนำข้าวเปลือกจากชาวนา 16.5 ล้านตัน
กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ วราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและ รมช.เกษตรฯ ประสานเสียงตรงกันว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/2557 จะเปิดกรอบเงินกู้ใหม่อีก 2.7 แสนล้านบาท
“เงินที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าวปี 2556/2557 จะเป็นเงินกู้ก้อนใหม่ แยกจากของเดิมที่กำหนดวงเงินไว้ที่ 5 แสนล้านบาท แต่ในทางปฏิบัติเราจะรักษาวินัยให้การใช้เงินอยู่ในกรอบ 5 แสนล้านบาทให้ได้ และเมื่อเราพูดถึงเงิน 3 แสนล้านบาท ก็หมายถึงสัดส่วนต่อจีดีพี 12% เท่านั้น” กิตติรัตน์ กล่าว
ถ้อยคำของ กิตติรัตน์ ยืนยันว่า จะต้องมีการเพิ่มเงินกู้ในโครงการรับจำนำข้าวจากเดิมที่อนุญาตให้กู้ได้ไม่เกิน 5 แสนล้านบาท และกระทรวงการคลังมีหน้าที่หาแหล่งเงินกู้ แต่กระนั้น กิตติรัตน์ ยังโชว์ลวดลายแทงกั๊กว่า “จะรักษาวินัยการใช้เงินในกรอบวงเงินกู้ไม่เกิน 5 แสนล้านบาท”
แต่ไม่ว่าจะแทงตรงหรือแทงกั๊ก ครม.ก็ได้เปิดทางให้การกู้เงินในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกได้เพิ่มเป็น 7.7 แสนล้านบาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประกาศิตของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่สั่งการให้คุมกรอบเงินกู้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์
ผันแปรไปเป็นการปะทุความขัดแย้งละลอกใหม่ระหว่างคนกระทรวงการคลังและคนกระทรวงพาณิชย์ที่เห็นต่างในเรื่องการกู้เงินเพิ่มอีก 2.7 แสนล้านบาท
คนกระทรวงการคลังยืนยันว่า การกู้เงินในโครงการรับจำนำข้าวจะเกินกรอบ 5 แสนล้านบาทไม่ได้ โดยอ้างมติ ครม.เก่าๆ อาทิ มติ ครม.เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2555 ที่ระบุว่า “ไม่ว่ากรณีใดๆ กระทรวงพาณิชย์จะต้องดำเนินการให้มีการใช้เงินกู้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกไม่เกิน 4.1 แสนล้านบาท และใช้เงินทุนจาก ธ.ก.ส.ไม่เกิน 9 หมื่นล้านบาท” พร้อมทั้งยกมติ ครม.วันที่ 2 ต.ค. 2555 และ 10 มิ.ย. 2556 มาหักล้าง
กระทรวงการคลังให้ความเห็นต่อ ครม.วันที่ 3 ก.ย.ว่า วงเงินสำหรับดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/2557 จะต้องอยู่ภายใต้กรอบวงเงินสินเชื่อ 4.1 แสนล้านบาท และเงินทุน ธ.ก.ส. 9 หมื่นล้านบาท ตามมติ ครม.วันที่ 2 ต.ค. 2555 และ 10 มิ.ย. 2556
“กรอบวงเงิน 2.7 แสนล้านบาท จึงไม่สามารถกู้เพิ่มใหม่ได้ เพราะจะเกินกรอบที่ ครม.ตั้งไว้ว่าต้องไม่เกินกรอบเงินกู้เดิม 5 แสนล้านบาท หากเงินไม่พอ ธ.ก.ส.ต้องประสานกับกระทรวงพาณิชย์ให้เร่งระบายข้าว ถ้าระบายไม่ทัน ธ.ก.ส.ต้องสำรองจ่ายเงินก่อนเหมือนที่ผ่านมา” แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังระบุ
เหตุผลที่กระทรวงการคลังตีกันไม่ให้มีการกู้เงินเพิ่มเพื่อใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกมีเหตุผลน่าฟังไม่น้อย เพราะหากมีการกู้เงินในกรอบใหม่จะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ นั่นเพราะเมื่อวันวาน ครม.ได้มีมติเห็นชอบแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2557 วงเงิน 1.32 ล้านล้านบาทนั้น และคาดว่าจะทำให้ ณ สิ้นปี 2557 หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะเพิ่มเป็น 47.2% จากระดับ 44.27% ในขณะนี้
ทว่าแผนบริหารหนี้สาธารณะฉบับใหม่ ไม่ได้มีการบรรจุแผนกู้เงินใหม่เพื่อใช้หมุนเวียนในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกกรอบวงเงินไม่เกิน 2.7 แสนล้านบาทไว้ ดังนั้น หากมีการกู้เงินเพิ่มเติมและปรากฏในแผนบริหารหนี้อีก จะทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งไปแตะระดับ 50% ทันที ทางออกที่ดีที่สุด คือ การบีบให้กระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งขายข้าวสารมาคืนหนี้ให้ได้
อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่กระทรวงพาณิชย์ขายข้าวได้ยากลำบาก และจำต้องพึ่งพากลไกเดิมๆ นั่นคือการขายข้าวแบบจีทูจี ซึ่งวงการค้าข้าวยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า ขายข้าวในราคาที่ต่ำมาก ส่วนการเปิดประมูลขายข้าวสารให้เอกชนทั้งข้าวสารและข้าวเปลือกที่เป็นความหวังใหม่ในการระบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาล จะพบว่ามีเปิดประมูลข้าวเพียง 2 ครั้งในเดือนปลายเดือน ก.ค.และต้นเดือน ส.ค. และตลอด 1 เดือนที่ผ่านมาไม่มีการเปิดประมูลข้าวล็อตใหม่อีกเลย
นั่นเพราะการเปิดประมูลข้าวก่อนหน้านี้ มีเอกชนร่วมประมูลข้าวน้อยราย ราคาข้าวที่ขายได้ก็ไม่น่าพอใจนัก
สาเหตุนี้เองที่เป็นเหตุปัจจัยให้คาดว่าเงินที่ได้จากการขายข้าวไม่เป็นไปตามแผน เงินที่จะหมุนเวียนในโครงการรับจำนำข้าวจึงอยู่ในภาวะ “ขาดมือ” เมื่ออับจนหนทางก็ไม่แคล้วที่รัฐบาลจะหาเงินกู้มาโปะใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/2557 ที่สุดจึงลงเอยด้วยการกู้เงินรอบใหม่ 2.7 แสนล้านบาท
แต่ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใดๆ สิ่งที่สำคัญในการตัดสินใจกู้หรือไม่กู้เพิ่ม น่าจะอยู่ที่ท่าทีของฝ่ายการเมืองมากกว่า ในขณะที่กฎหมายบริหารหนี้สาธารณะปี 2548 เปิดช่องกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของรัฐวิสาหกิจในปีงบ 2557 ได้ 20% ของงบรายจ่าย คือ 5.05 แสนล้านบาท ส่วนการเสนอความเห็นของกระทรวงการคลังที่เสนอ ครม.ไม่ให้กู้เงินเพิ่มน่าจะทำให้ภาพลักษณ์หน่วยงานดูดีขึ้น
จะสร้างภาพให้ดูดีหรือไม่ก็ตาม โครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่เดิมจะต้องจำกัดวงเงินกู้ไม่เกิน 5 แสนล้านบาท จะต้องกู้เงินเพิ่มอย่างน้อยก็ 2.7 แสนล้านบาท แต่ในทางปฏิบัติไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่รัฐบาลจะหาเงินมาซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาได้นอกจากการกู้เงิน
ย่างเข้าปีที่ 3 โครงการรับจำนำข้าวเปลือกจะสร้างภาระหนี้ให้คนทั้งประเทศบานปลายแตะ 7.7 แสนล้านบาท นี่ยังไม่รวมค่าบริการจัดการอีก 1.5 แสนล้านบาท เบ็ดเสร็จแล้วรัฐบาลต้องถมเงินในโครงการนี้เกือบ 1 ล้านล้านบาทไปแล้ว
โครงการที่มุ่งหวังแต่คะแนนเสียงการเมืองแต่กระบวนการทำงานขาดประสิทธิภาพจึงน่าห่วงอย่างยิ่ง







