posttoday
ไม่เข้าใจ เข้าไม่ถึง ไม่พัฒนา สลายม็อบร้อยครั้ง แพ้ร้อยหนึ่งครั้ง

ไม่เข้าใจ เข้าไม่ถึง ไม่พัฒนา สลายม็อบร้อยครั้ง แพ้ร้อยหนึ่งครั้ง

26 เมษายน 2553

....สุมิท แช่มประสิทธิ์ 

....สุมิท แช่มประสิทธิ์ 

 

ซุนวู ปราชญ์ชาวจีนเคยให้ปรัชญาการทำสงครามที่สำคัญที่เป็นที่ยอมรับตั้งแต่กว่า 2,000 ปีจวบจนปัจจุบัน สรุปได้สั้นๆ ว่า ในการรบนั้น “ถ้ารู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ก็ชนะร้อยครั้ง” แต่ในการแก้ปัญหาความแตกแยกของสังคมโดยไม่รู้เขารู้เรา ไม่เข้าใจบริบทของปัญหาที่เป็นจริง ทั้งฝ่ายที่เป็นปัญหาและฝ่ายแก้ปัญหา แทนที่จะแก้ปัญหาได้ จะยิ่งทำให้ปัญหาลุกลามขยายใหญ่โตจนยากจะทำให้กลับสู่ความสงบได้

เช่น กรณีการสรุปความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าเป็นแค่เรื่องของโจรกระจอกในสมัยรัฐบาลทักษิณ เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแนวทางแก้ปัญหาว่าต้องทั้งเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา จึงจะแก้ปัญหาได้ นอกจากจะต้องเข้าใจปัญหาและสาเหตุที่เป็นจริงทั้งจากมุมมองวิธีคิดอย่างทั่วถึงทั้งเขาทั้งเราแล้ว ยังคงต้องการเข้าถึงมวลชนอย่างแท้จริง สามารถดึงการมีส่วนร่วมเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นพลังร่วมในการพัฒนากระบวนการออกจากปัญหาร่วมกันให้ได้

ความสูญเสียที่หนักที่สุดในรอบ 18 ปี ในการปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่ชุมนุมที่ผ่านฟ้าฯ จนผลักให้นายกฯ อภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์ และรัฐบาลต้องเพลี่ยงพล้ำ ประเทศชาติต้องถูกต้อนเข้าสู่มุมอับอีกครั้งหนึ่ง ทั้งๆ ที่ตอนเริ่มต้นการชุมนุม รัฐบาลกุมสภาพความเป็นต่อจนแทบหาคนรองไม่ได้ ดังสะท้อนผ่านความมั่นใจของนักลงทุนในตลาดหุ้นที่ขึ้นติดต่อกันตลอดร่วมเดือนได้เป็นอย่างดี

กลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มเคลื่อนขบวนด้วยภาพที่ติดลบอย่างมากจากสื่อมวลชนและคนชั้นกลางว่าเป็นการสร้างความไม่สงบและใช้ความรุนแรง ตอกย้ำด้วยกลุ่มสอง เสธ.ทหาร ที่มีภาพความรุนแรงติดตัว และการกล่าวปลุกระดมของแกนนำฮาร์ดคอร์เป็นระยะๆ นอกจากนั้นยังมีภาพความไม่จงรักภักดีจากกลุ่มที่ถูกข้อหาล้มเจ้าเข้าร่วมด้วย ในช่วงแรกจึงเหมือนจุดไม่ติด จำนวนมวลชนลดลงอย่างรวดเร็ว มวลชน กทม. ก็ไม่เข้าร่วม

หลังจากการปรับยุทธศาสตร์โดยการตัดขาดจากกลุ่มรุนแรงและกลุ่มล้มเจ้า พร้อมกับพิสูจน์ตนเองด้วยการเคลื่อนกำลังไปทั่วกรุงเทพฯ อย่างสันติในรอบแรก จึงเกิดความวางใจ มีมวลชน กทม. และจังหวัดใกล้เคียงเข้าร่วมมากขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดจากจำนวนผู้ชุมนุมเพิ่มมากขึ้นในช่วงเย็น และหายกลับไปตอนดึกๆ และกลับมาอีกในทุกๆ เย็นและวันหยุด

แทนที่รัฐบาลจะรับฟังข้อเสนอและเริ่มกระบวนการเจรจาตั้งแต่มีสภาพเป็นต่อ กลับใช้ทัศนคติที่คุ้นเคยของพรรคแกนนำด้วยการพูดจาดูหมิ่นถากถาง บางครั้งก็ยัดเยียดข้อกล่าวหา จึงเป็นการช่วยเรียกแขกให้ผู้ชุมนุมได้อย่างดี ถือเป็นการประเมินโดยไม่สนใจรับฟังปัญหาพื้นฐานของสังคมไทย ทั้งเรื่องความไม่เป็นธรรมและเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้พลาดโอกาสการใช้ยุทธวิธีแยกปลาออกจากน้ำ หรือแยกมวลชนที่ต้องการหาทางออกจากปัญหาจริงๆ ไปอย่างน่าเสียดาย

นอกจากจะละเลยต่อปัญหาจริงแล้ว การทำความเข้าใจต่อข้อมูลอันเป็นเท็จทั้งหลายที่มุ่งโจมตีทั้งนายกฯ องคมนตรี และการละเมิดสถาบันหลักต่างๆ ก็ยังไม่ได้รับการเอาใจใส่ชี้แจงให้ถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง อย่างทันสถานการณ์และต่อเนื่อง การใช้วิทยากรไม่กี่คนมานั่งชี้แจงทำความเข้าใจผ่านช่อง 11 ในช่วงเวลาที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เข้านอนหมดแล้วในตอนดึก จึงไม่สามารถทำความเข้าใจกับผู้ที่เข้าใจผิดที่แท้จริงได้

ในทางจิตวิทยานั้นผู้ที่พูดโกหกทุกวันติดต่อกันนานวันเข้า คนที่พูดนั้นก็จะเชื่อโดยสนิทใจว่าสิ่งที่พูดนั้นเป็นความจริง คนที่ฟังทุกวันก็เชื่อ แม้แต่หน่วยสอดแนมของราชการที่เข้าแฝงตัวอยู่มากมายก็ยังเชื่อตามไปด้วย เห็นได้ชัดในการปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา กองบัญชาการของเสื้อแดงไม่ถูกก่อกวนให้ปั่นป่วนวุ่นวายได้เลย

ในที่สุดกลุ่มเสื้อแดงก็สามารถปรับยุทธศาสตร์ก้าวข้ามทักษิณเข้าสู่ Mode การต่อสู้เพื่อความไม่เป็นธรรม เพื่อชนชั้นได้อย่างมีพลังและสร้างความไม่ชอบธรรม ความเกลียดชังให้กับรัฐบาลของนายกฯ อภิสิทธิ์ ฝังแน่นในกลุ่มมวลชนรากหญ้าจำนวนมาก ขณะที่รัฐบาลยังคงยุทธศาสตร์หลักเดิม พยายามประคับประคองสถานการณ์ชุมนุมไม่ให้รุนแรง ท่องคาถาบทเดิมว่าใครรุนแรงก่อนจะแพ้ ปล่อยเวลารอให้ผู้ชุมนุมทำผิดแล้วฟ้องประชาชน โดยหวังว่าช่วงวันหยุดยาวในช่วงสงกรานต์จะช่วยแก้สถานการณ์ได้เอง พอฟ้องนานๆ โดยไม่พยายามรักษากฎหมาย ในที่สุดกระแสตีกลับย้อนใส่รัฐบาล

แม้แต่ผู้ชุมนุมที่บ่มความเกลียดความโกรธจนได้ที่แล้วไปบุกรุกสถานที่ราชการซึ่งเป็นการทำผิดกฎหมายในหลายกรณี เช่น การบุกสถานีไทยคม บุกรัฐสภา แทนที่ฝ่ายรัฐจะรักษากฎหมายจัดการกับผู้บุกรุกบ้างตามสมควร ซึ่งคงไม่มีใครตำหนิ แต่กลับละเลยจนสังคมทนไม่ไหว ทำท่าจะหันกลับมาขับไล่รัฐบาลแทน ท่านนายกฯ ต้องยอมรับว่ายังคงความเป็นนิติรัฐไว้ได้หรือไม่? การยึดคืนสำเร็จหรือไม่? รัฐยังคงเป็นนิติรัฐอยู่หรือไม่?

นอกจากจะใช้ยุทธศาสตร์ที่ผิดแล้ว การท่องคัมภีร์ปฏิบัติการ 7 ขั้นตอนในการขอคืนพื้นที่ มีความแปลกประหลาดตั้งแต่เอามนุษย์เข้าประชิด เข้าปะทะกันโดยตรง ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งได้ง่าย แทนที่จะเว้นระยะห่างเป็นพื้นที่ห้ามเข้าเด็ดขาด แล้วเริ่มต้นด้วยการฉีดน้ำ การใช้เสียงและแก๊สน้ำตาก่อนใช้คนปะทะ เพื่อไม่ให้ถูกแก๊สน้ำตาเวลาลมตีกลับหรือถูกขว้างกลับ แต่กลับตั้งกฎห้ามทำร้ายผู้ชุมนุม เสมือนการมัดมือทหารส่งไปรับไม้รับมีด กระทั่งระเบิดและกระสุนปืน ทั้งๆ ที่มีข้อมูลว่ากลุ่มฮาร์ดคอร์ฝั่งตรงข้ามแถวหน้าติดอาวุธและถูกฝึกมาอย่างดี นี่ยังไม่นับรวมการละเมิดข้อห้ามการสลายฝูงชนในยามวิกาล และการไม่พิจารณาสมรภูมิการปะทะว่ามีโอกาสเสี่ยงต่อความสูญเสียเมื่อเข้าไปอยู่ท่ามกลางอาคารสูงทั้งสองด้านด้วย

การไม่เข้าถึงมวลชนของรัฐบาลไม่ได้มีเฉพาะการสื่อสารต่อสาธารณะเท่านั้น ในปัจจุบันกลุ่มเสื้อแดงได้พัฒนาไปถึงขั้นสื่อสารทางตรงได้ทั้งกลุ่มตนเอง และพัฒนาไปถึงการสื่อสารไปยังกลุ่มทหาร ผ่านการใช้ญาติพี่น้องของทหารโทร.ตรงไปกล่อมไม่ให้ร่วมมืออย่างเต็มที่ต่อปฏิบัติการของฝ่ายรัฐ แต่ภาครัฐยังรักษาความล้าหลังได้อย่างคงเส้นคงวา

ตลอดกว่า 1 ปีที่ผ่านมาจึงไม่สามารถเข้าถึงมวลชนฐานล่างได้สำเร็จ โดยผู้มีอำนาจในทำเนียบฯ อ้างว่าวิธีการข้างต้นเป็นความคิดที่เพ้อฝันและไม่มีทางสำเร็จ

จากฐานคิดแบบยอมจำนน ได้สะท้อนว่าได้มีมวลชนเข้าร่วมกับกลุ่มเสื้อแดงอย่างรวดเร็วมากมายและขยายวงกว้างขึ้น แม้ประเด็นเนื้อหาไม่ได้แหลมคมบริสุทธิ์ แต่ถึงวันนี้ทุกฝ่ายคงได้รับบทเรียนราคาแพงยิ่งที่ประเทศชาติต้องจ่ายให้กับอัตตาที่วิ่งแซงปัญญา วิ่งแซงสติสัมปชัญญะของทั้งรัฐบาล ทั้งกลุ่มแกนนำเสื้อแดง ทั้งที่ปรากฏกายและซ่อนอยู่เบื้องหลัง

อัตตาที่เอาอำนาจผลประโยชน์ของตนและกลุ่มตนเองเป็นที่ตั้งเหนือผลประโยชน์ชาติ อัตตาที่ทำให้รัฐบาลเอาแต่ท่องบ่นว่าตนเองไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่ในทางปฏิบัติยังคงรักษาตำแหน่ง (Position) ของคู่ต่อสู้ที่ต้องเอาชนะต่อคู่ขัดแย้งให้ได้อย่างเหนียวแน่น แกนนำคนเสื้อแดงที่วันนี้ต้องแบกรับความคาดหวังของมวลชนและประชาชนคนไทยที่เฝ้าดูอีกมหาศาล หากบริหารกระแสการต่อสู้ให้เกิดพลังเป็นคุณต่อส่วนรวมและประเทศชาติได้จริง วันหนึ่งข้างหน้าย่อมสามารถเป็นวีรบุรุษที่ปลดแอกปัญหาและความทุกข์ของมวลชนได้

หากทั้งสองฝ่ายไม่รีบสำนึกกลับใจ วันหนึ่งจะเกิดขบวนการต่อต้านจากประชาชนภาคส่วนอื่นๆ อย่างรุนแรง จนอาจนำไปสู่ความสูญเสียของฝูงชน แล้วถึงวันนั้นอาจไม่เหลือทั้งรัฐบาลและมวลชนเสื้อแดง แม้แต่นักการเมืองก็คงไม่มีเวทีให้แสดงอีกต่อไป

สถานการณ์ความรุนแรงที่ทำให้ย่านธุรกิจสำคัญอย่างกรุงเทพฯ เกือบจะกลายสภาพจากสนามการค้าไปเป็นสนามรบ เป็นสถานการณ์ที่ไม่ว่ารัฐบาลนี้ หรือจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาแทนก็จะต้องน้อมนำเอาหลักเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

มิฉะนั้นแล้ววงจรแห่งปัญหาก็จะคงหมุนเวียนกลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นวงจรอุบาทว์อย่างยากจะสิ้นสุด จะแก้ปัญหาอีกร้อยครั้ง ประเทศชาติก็จะแพ้ทั้งหนึ่งร้อยครั้ง และจะแพ้เป็นครั้งที่หนึ่งร้อยหนึ่งและครั้งต่อๆ ไปไม่สิ้นสุด

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ