posttoday
ติดหล่มการเมืองฉุดการศึกษาไทย

ติดหล่มการเมืองฉุดการศึกษาไทย

05 กันยายน 2556

การศึกษาไทยที่ผ่านมาไม่ได้ทำอะไรเลย อย่างเรื่องอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว วันนี้ก็ยังเป็นเหมือนเดิม

โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน

ทุกครั้งที่มีการหยิบยกเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาไทยขึ้นมากล่าวถึง ทั้งในรูปแบบของการสอบวัดต่างๆ และการจัดอันดับจากหลากหลายสำนัก สิ่งที่มักจะตามมาก็คือ ตัวเลขที่ดำดิ่งต่ำลงอย่างน่าวิตก จนกลายเป็นฝันร้ายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

แม้จะยังไม่มีความชัดเจนในกรณีที่ที่ประชุมเวทีเศรษฐกิจโลกปี 2556 หรือเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม จัดอันดับคุณภาพการศึกษา โดยให้ไทยให้อยู่อันดับที่ 8 จาก 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียนเป็นรองจากเวียดนามและกัมพูชา แต่หากย้อนกลับไปดูก็จะพบกรณีการจัดอันดับที่น่าเป็นห่วงปรากฏเรื่อยมา

ย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีก่อน ประเทศไทยเริ่มมีการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ หลังมี พ.ร.บ.ปฏิรูปการศึกษา 2542 แต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม โดยเฉพาะจากที่เข้าร่วมโครงการ Programme for International Student Assessment (PISA) หรือโครงการประเมินผลการศึกษาของประเทศสมาชิกในปี 2543 เพื่อสำรวจระบบการศึกษาว่าได้เตรียมความพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตและการมีส่วนร่วมในสังคมอนาคตหรือไม่

ตามหลักแล้ว PISA ซึ่งเน้นการประเมินสมรรถนะของนักเรียนที่จะใช้ความรู้และทักษะ เพื่อเผชิญกับโลกในชีวิตจริงมากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรจะทดสอบเด็กนักเรียนวัย 15 ปี หรือนักเรียนชั้น ม.2 จากทั่วโลก จากโรงเรียนต่างๆ ในประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมการประเมินเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งทุกประเทศจะใช้ข้อสอบชุดเดียวกัน และมีการกำหนดพื้นที่ ขนาดโรงเรียนในการสอบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยวัดจากคะแนนความรู้ใน 3 สาขาประกอบด้วย ความสามารถ ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านคณิตศาสตร์ ด้านการอ่านและทำความเข้าใจ ซึ่งผลการสำรวจล่าสุดเมื่อปี 2552 ไทยรั้งท้ายอันดับที่ 50 จาก 65 ประเทศ

ผลประเมิน PISA มีความหมายต่ออนาคตของประเทศสมาชิกที่อยู่ระดับท้ายๆ เพราะเป็นคำเตือนให้ระลึกอยู่เสมอว่า หากปล่อยให้สภาวะการศึกษาล้าหลังเช่นนี้ ต่อไปประเทศจะไม่มีต้นทุนเรื่องกำลังคนที่จะเข้าสู่โลกแห่งการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้

สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผลการจัดอันดับดังกล่าวมีน้ำหนัก เพราะก่อนหน้านี้เคยทำวิจัยเรื่องการศึกษาอาเซียน พบว่าช่วงนั้นการศึกษาไทยอยู่อันดับที่ 3 ส่วนการศึกษาเวียดนามและกัมพูชาอยู่อันดับที่ 7, 8 แต่จนถึงขณะนี้ ไทยยังไม่ดำเนินการเรื่องนี้มากนัก ต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน จึงมีความเป็นไปได้ที่การศึกษาไทยจะถูกจัดอันดับที่ 8

“ที่ผ่านมาประเทศเพื่อนบ้านมาดูงานการศึกษาที่ไทย ซึ่งเราก็เปิดบ้านต้อนรับพาดูงานแต่เรื่องดีๆ ทั้งหลักสูตร สื่อการเรียนการสอน และการบริหารการศึกษา ทำให้เขารู้เราดี แต่ขณะเดียวกันเวลาเราขอข้อมูลการศึกษาประเทศเพื่อนบ้าน เขากลับไม่ให้เรา ทำให้เราไม่รู้เขา”สมพงษ์ กล่าว

อาจารย์ครุศาสตร์ จุฬาฯ เสนอว่า หากรัฐบาลจะพัฒนาการศึกษาไทยอย่างจริงจัง ไม่ควรเปลี่ยนตัว รมว.ศธ.บ่อย เพราะจะทำให้ข้าราชการประจำทำงานต้องออกกฎหมายบังคับว่า 70% เป็นการปฏิรูปการศึกษาโดยรัฐบาล ส่วน 30% เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มาดำรงตำแหน่งมีนโยบายการศึกษาเป็นของตัวเอง และควรเพิ่มการจัดการศึกษาที่เป็นภาคชุมชนและภาคเอกชนให้มากขึ้น

“การศึกษาไทยที่ผ่านมาไม่ได้ทำอะไรเลย อย่างเรื่องอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว วันนี้ก็ยังเป็นเหมือนเดิม เราเปลี่ยน รมว.ศธ.บ่อย ทำให้งานการศึกษาไม่ขับเคลื่อนเท่าที่ควร นโยบายก็เป็นระยะสั้น 6-8 เดือน แต่ปัญหาการศึกษาไทย แม้ไม่ได้แก้ก็เดินหน้าไปเรื่อยๆ ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญ ส่วนกรณีประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกจัดอันดับการศึกษาแซงหน้าเรา เพราะเขามีระบอบการปกครองที่ผลักดันงานการศึกษาได้ดี และมีเป้าหมายคือต้องเอาชนะประเทศไทย”สมพงษ์ ระบุ

ด้าน สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า การจัดอันดับดังกล่าวเป็นการทำแบบสอบถามคนไทย ซึ่งไม่เชื่อมั่นในระบบการศึกษาตัวเอง ทำให้ผลแบบสอบถามอยู่ในอันดับรั้งท้าย ไม่เหมือนประเทศเพื่อนบ้านที่มีความมั่นใจในระบบการศึกษาของตัวเอง ทำให้คะแนนออกมาดี

วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุว่า ที่ผ่านมาผลจาก PISA ทำให้เราได้มุมมองที่สะท้อนนักเรียน เรื่องการใฝ่เรียน ตื่นตัวในการคิด การตั้งคำถาม ตอบโจทย์ที่คิดขึ้นมาเป็นเรื่องความเข้าใจในการขบวนการเรียน ทั้งหมดไม่ใช่การเรียนเพื่อสอบวัดในแต่ละช่วง

วรากรณ์ กล่าวว่า หากการศึกษาจะข้ามให้พ้นปัญหาเดิมๆ สิ่งสำคัญคือ ปฏิรูประบบครูพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ เพราะแม้จะมีหลักสูตร อาคารเรียน หรือมีนโยบายการศึกษาที่ดีเพียงใดก็ตามที หากไม่มีครูที่ทุ่มเทให้การสอน มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ทักษะได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว คุณภาพการศึกษาไม่มีวันดีขึ้นได้เลย

พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี กล่าวยอมรับว่า ที่ผ่านมาการศึกษาไทยได้ถูกประเมินในระดับนานาชาติหลายครั้ง ซึ่งผลออกมาก็ยังทำได้ไม่ดีจริง สะท้อนว่า การศึกษาของเรามีปัญหามาก การที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ของสำคัญอยู่ที่หลักสูตรและคุณภาพผู้สอน ถ้าหลักสูตรดี คุณภาพผู้สอนดี เราพัฒนาได้แน่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท