
ตลาดเกิดใหม่ส่อฟุบยาวผลข้างเคียงยาแรงขึ้นดอกเบี้ย
ต้องยอมรับว่าขณะนี้สถานการณ์เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่กำลังกลายเป็นจุดที่น่าวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ต้องยอมรับว่าขณะนี้สถานการณ์เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่กำลังกลายเป็นจุดที่น่าวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแล้ว ก็ยังต้องมาประสบกับภาวะเงินทุนไหลออกเข้ากระหน่ำซ้ำเติมอีก หลังจากที่เริ่มมีแนวโน้มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) อาจชะลอการใช้มาตรการอัดฉีดลงในอนาคตอันใกล้นี้
ภาวะดังกล่าวทำให้ค่าเงินของหลายประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ดิ่งลงอย่างหนักในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะอินเดียนั้น นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาค่าเงินรูปีของอินเดียได้อ่อนค่าลงไปแล้วมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ขณะที่เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียอ่อนค่ามากสุดในรอบ 4 ปี ที่ 11,035 รูเปียห์ต่อเหรียญสหรัฐ
ผลพวงจากค่าเงินที่ดิ่งลงอย่างหนักได้เข้ากระหน่ำซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อ และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของหลายประเทศให้ยิ่งเข้าสู่ภาวะเลวร้ายมากขึ้นอีกด้วย ขณะเดียวกันก็จะทำให้ภาระการชำระหนี้ต่างชาติที่กู้มาในช่วงดอกเบี้ยต่ำมีต้นทุนที่ต้องชำระกลับคืนแพงขึ้น โดยเฉพาะอินเดียนั้น มอร์แกน สแตนเลย์ ประเมินว่ามีบริษัทอินเดียทุกๆ 1 ใน 4 บริษัทที่อาจจะไม่สามารถชำระเงินกู้จากต่างชาติได้
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ในช่วงสัปดาห์ที่แล้วหลายประเทศจึงจำเป็นต้องงัดมาตรการทางนโยบายการเงินแบบเข้มงวดออกมา เพื่อป้องกันค่าเงินที่ดิ่งลงอย่างหนักและบรรเทาปัญหาเงินเฟ้อกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารกลางอินโดนีเซีย ที่ปรับดอกเบี้ยขึ้นถึง 0.5% ไปอยู่ที่ 7% ขณะที่ก่อนหน้านั้น 1 สัปดาห์แบงก์ชาติบราซิลและตุรกี ก็เพิ่งจะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นไปก่อนหน้านั้นได้ไม่นาน
ส่วนอินเดีย ก็ได้หันมาใช้มาตรการเข้มงวดทางการเงินด้วยการตรึงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ พร้อมกับจำกัดปริมาณการกู้เงินของธนาคารพาณิชย์ในประเทศ นอกจากนี้ก็ได้ขายเงินเหรียญสหรัฐให้กับบริษัทน้ำมันในประเทศโดยตรง เพื่อลดความกดดันจากภาวะค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าลงหนักสุดเป็นประวัติศาสตร์ เนื่องจากกลุ่มบริษัทน้ำมันของรัฐบาลเป็นผู้ซื้อเงินเหรียญสหรัฐรายใหญ่ที่สุดในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนของอินเดีย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการหันมาเลือกใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดดังกล่าว โดยเฉพาะการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยจะช่วยบรรเทาสถานการณ์ค่าเงินอ่อนค่าลงอย่างหนัก และลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อลงได้บ้าง
แต่ในอีกแง่หนึ่งการใช้เครื่องมือดังกล่าวอาจส่งผลข้างเคียงทำให้ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ให้ยิ่งเลวร้ายลงไปกว่าเดิมอีก และนั่นก็อาจลากยาวไปกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอีกด้วย
เนื่องจากจะเป็นการไปเพิ่มต้นทุนการดำเนินธุรกิจ การกู้ยืม และการลงทุนในตลาดให้สูงขึ้น ซึ่งจะไปกีดขวางปัจจัยที่จะก่อให้เกิดการส่งเสริมการค้าการลงทุนให้มากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศที่ต้องพึ่งพาการค้าการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์กับจีน เช่น บราซิล อินโดนีเซีย นั้นคาดว่าจะยิ่งพบกับปัญหาที่หนักหนาสาหัสมาก เนื่องจากเป็นช่วงที่จีน ซึ่งเป็นตลาดบริโภคสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ กำลังชะลออย่างหนักเพื่อหันมาปรับโครงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจพอดี
ฉะนั้น ทั้งบราซิลและอินโดนีเซีย จึงตกเข้าสู่ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกไปโดยปริยาย และส่อแววการชะลอตัวว่าจะซึมยาวอีกด้วย เพราะถ้าขึ้นดอกเบี้ยก็จะกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าไม่ขึ้นก็จะเสี่ยงกับปัญหาทุนไหลออก ค่าเงินอ่อนค่า และเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น
ล่าสุด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเพื่อการลงทุนไอทัวจากบราซิล คาดการณ์ว่า จีดีพีบราซิลส่อแววว่าจะขยายตัวได้ไม่เกิน 2% ในปีนี้ ขณะที่แคปปิตอลอีโคโนมิกส์ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของจีดีพีแดนอิเหนาในปีนี้ลงมาเหลืออยู่ที่ 5.5% แล้ว จากเดิมที่ 6%
ขณะที่อินเดียก็ตกอยู่ในภาวะหนักอกไม่แพ้กัน เพราะแม้ว่าอินเดียจะพยายามหลีกเลี่ยงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยเฉพาะความหวั่นเกรงว่าจะไปกระทบกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้ว แต่ผลจากการที่แดนภารตกำลังเผชิญกับแรงกดดันทั้งภาวะทุนไหลออกอย่างหนัก เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ก็ทำให้ธนาคารกลางอินเดียจะต้องหันมาปรับเพิ่มดอกเบี้ยในอีกไม่ช้านี้ และจะต้องส่งผลต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน
เลฟ เอสเคเซน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเอชเอสบีซี ระบุว่า ในปีนี้อาจได้เห็นระดับการขยายตัวจีดีพีของอินเดียชะลอตัวลงมาเหลืออยู่ที่ 3.7% จากเป้าเดิมที่ตั้งไว้ที่ 55.5%
ทัศนะของนักวิเคราะห์จากเอชเอสบีซีสอดรับกับทิศทางของตัวเลขทางเศรษฐกิจอินเดียที่ออกมา ซึ่งล่าสุดจีดีพีไตรมาส 2 ที่ผ่านมาขยายตัวได้แค่ 4.4% เท่านั้น เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2553 อัตราการขยายตัวของอินเดียยังอยู่ในระดับที่สูงกว่า 9% ขณะที่ดัชนีอุตสาหกรรมพีเอ็มไอของอินเดีย เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ก็เข้าสู่ภาวะหดตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2552 ที่ 48.5 จุด จากเดือนก่อนหน้านั้นที่ 50.1 จุด
นอกเหนือจากปัจจัยเหตุผลด้านดอกเบี้ยที่ทำให้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะชะลอตัวหนักขึ้นแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อัตราเร่งของกลุ่มประเทศเหล่านี้ส่อแววว่าจะซึมยาวก็คือ การที่ประเทศอย่างจีน อินเดีย รัสเซีย บราซิล เติบโตมาถึงจุดที่เติบโตไปไหนต่อไม่ได้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดที่พึ่งพาในตลาดส่งออกหลักอย่างประเทศอุตสาหกรรม
เนื่องจากปัจจุบันข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า กลุ่มตลาดเกิดใหม่ได้มีส่วนร่วมต่อการสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจออกสู่ตลาดโลกแซงหน้าประเทศอุตสาหกรรมอย่างสหรัฐ อังกฤษ และเยอรมนี ไปแล้ว
ดังนั้น หากจะให้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่กลับมาเดินเครื่องอย่างร้อนแรงอีกครั้งเหมือนในช่วงปี 2551 จะต้องหันมาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมา
จึงนับเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายยิ่งสำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ เพราะถ้าไม่สามารถแก้ไขได้ ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างหนักในอนาคต







