posttoday
เทคโนโลยีชีวภาพ-ยางพาราของไทย

เทคโนโลยีชีวภาพ-ยางพาราของไทย

04 กันยายน 2556

วันก่อนได้อ่านบทความบทความหนึ่ง ทำให้ต้องหันกลับมาเขียนเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญากันอีก ที่จริงอ่านสองบทความ แต่บทความหนึ่งนั้นไม่น่าเป็นห่วง เป็นบทความเกี่ยวกับการคิดค้นวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งจนได้รางวัล ผลงานวิจัยดูจะเป็นงานที่มีเทคโนโลยีสูงและไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดการวิจัยอะไรมากนัก ผู้ที่เกี่ยวข้องคงจะเข้าใจดี แต่อีกบทความหนึ่งดูจะเป็นความภาคภูมิใจของผู้เกี่ยวข้องกับผลงานวิจัย จึงได้มีการเปิดเผยรายละเอียดค่อนข้างมาก ทำให้เกรงว่าผู้ที่มีความรู้ระดับสามัญในเรื่องที่วิจัยนั้น จะทราบและนำไปพัฒนาปรับปรุงหรือต่อยอดได้ก็จะเป็นที่น่าเสียดายมาก แต่ถ้าหากผู้เกี่ยวข้องทราบเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาดีและได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรไว้แล้วก็เบาใจได้

วันก่อนได้อ่านบทความบทความหนึ่ง ทำให้ต้องหันกลับมาเขียนเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญากันอีก ที่จริงอ่านสองบทความ แต่บทความหนึ่งนั้นไม่น่าเป็นห่วง เป็นบทความเกี่ยวกับการคิดค้นวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งจนได้รางวัล ผลงานวิจัยดูจะเป็นงานที่มีเทคโนโลยีสูงและไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดการวิจัยอะไรมากนัก ผู้ที่เกี่ยวข้องคงจะเข้าใจดี แต่อีกบทความหนึ่งดูจะเป็นความภาคภูมิใจของผู้เกี่ยวข้องกับผลงานวิจัย จึงได้มีการเปิดเผยรายละเอียดค่อนข้างมาก ทำให้เกรงว่าผู้ที่มีความรู้ระดับสามัญในเรื่องที่วิจัยนั้น จะทราบและนำไปพัฒนาปรับปรุงหรือต่อยอดได้ก็จะเป็นที่น่าเสียดายมาก แต่ถ้าหากผู้เกี่ยวข้องทราบเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาดีและได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรไว้แล้วก็เบาใจได้

ที่ห่วงเรื่องนี้เป็นพิเศษอีกประการหนึ่ง ก็เพราะข้อมูลที่เปิดเผยออกมาในข่าวทันกับเหตุการณ์ปัจจุบันพอดี เพราะเป็นเรื่องของยางพาราที่กำลังมีการประท้วงทางภาคใต้ในเรื่องราคายางตกต่ำกันอยู่ในปัจจุบัน และเกษตรกรภาคใต้ก็กำลังขอให้รัฐบาลช่วยอยู่เวลานี้ ส่วนรัฐบาลจะช่วยหรือไม่ จะเป็นรัฐบาลของประเทศไทย หรือเป็นรัฐบาลของบางภาคก็คงเป็นเรื่องของการเมืองที่ไม่ต้องพูดถึง แต่ที่ห่วงเรื่องนี้เป็นพิเศษดังกล่าวข้างต้น ก็เพราะไทยเป็นประเทศผู้ผลิตยางพาราและส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน และเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทำนองเดียวกับข้าว แต่ยางพารานั้นนำไปแปรรูปทำสินค้าอุตสาหกรรมได้มากมาย ไทยเองก็มีการส่งออกยางพาราแปรรูป เช่น ถุงมือยาง เป็นอันดับต้นๆ แต่ถ้าดูอัตราส่วนการส่งออกยางแปรรูปต่อผลผลิตยางที่ส่งออกทั้งหมด กลับมีเพียง 14% ส่วนที่เหลือ หากคิดคร่าวๆ ก็ราวๆ 86% กลับส่งออกเป็นน้ำยาง ทำอย่างไรจะทำให้ยางพาราของเราสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากๆ จะได้ช่วยแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรของไทยได้บ้าง โดยไม่ต้องไปหวังพึ่งรัฐบาล ที่จริงหากยังจำกันได้ รัฐบาลนี้ในสมัยหนึ่งได้ส่งเสริมให้ปลูกยาง โดยท่านอดีตนายกฯ ทักษิณ หวังจะให้มีการทำ Cartel ยางระหว่างประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย การดำเนินการที่เกี่ยวข้องต่อมาจึงเป็นการแจกจ่ายกล้ายางแก่เกษตรกรจนถึงปัจจุบันก็ปลูกยางกันเต็มพรืดไปหมด ยังจำได้ไหมเรื่อง “กล้ายาง” แต่ตอนนี้เกษตรกรชาวสวนยางกลับจะร่อแร่เพราะเผอิญไปอยู่ภาคใต้

ดังนั้น การวิจัยเรื่องยางที่มีผลทำให้นำไปแปรรูปได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า (Value added) สูง โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับยาหรือเครื่องมือแพทย์ จึงเป็นเรื่องที่สมควรจะตื่นเต้น ซึ่งการวิจัยเรื่องหนึ่งก็คือ การที่จะสามารถทำน้ำยาซึ่งเมื่อผลิตออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ หรือเครื่องมือทางการแพทย์แล้วไปใช้กับผู้บริโภค ผู้บริโภคจะไม่เกิดภูมิแพ้ ทั้งนี้ สาเหตุที่ยางพาราอาจมีผลทำให้เกิดภูมิแพ้ได้ก็เนื่องจากโปรตีนที่มีอยู่ในยางพารา

ผู้เขียนขออนุญาตหยิบเอาที่ ดร.ไพโรจน์ วงศ์พุทธิสิน อาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้กล่าวไว้ และมีการนำลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ในเรื่อง Innovation มาลงในที่นี้ เพื่อเป็นวิทยาทานให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจชัดเจนขึ้นว่าในยางพารานั้น มีองค์ประกอบที่ไม่ใช่เนื้อยางอยู่ด้วย ซึ่งก็คือโปรตีน และโปรตีนนี้มีมากกว่า 200 ชนิด ทั้งในเนื้อยางและเซรัม ถือเป็น 2% ของน้ำหนักยาง โปรตีน 200 กว่าชนิดนี้ มีการวิจัยและทดสอบพบว่ามี 13 ชนิด ที่เป็นโปรตีนก่อภูมิแพ้ ซึ่งหากแยกโปรตีนเหล่านี้ออกมาได้ หรือมีกรรมวิธีที่เหมาะสมในการย่อยสลายโปรตีนเหล่านี้ไปให้หมดได้ น้ำยางพาราที่จะนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นต่อๆ ไป ก็จะไม่ก่อให้เกิดภูมิแพ้แก่ผู้บริโภคหรือผู้ใช้ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสามารถผลิตผลิตภัณฑ์จากยางพาราที่มีคุณภาพสูงขึ้นได้ แต่กระบวนการแยกโปรตีนออก หรือการย่อยสลายโปรตีนนั้น ค่อนข้างจะมีการบรรยายไว้ในรายละเอียดของบทความที่ผู้ที่อยู่ในวงการเดียวกันน่าจะทราบ ก็ได้แต่หวังว่าคงจะมีการยื่นขอจดสิทธิบัตรไว้แล้ว ยิ่งตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านเราเขาทุ่มเทงบประมาณให้กับการวิจัยและพัฒนา เนื่องจากรัฐบาลของเขาตระหนักดีถึงความสำคัญของเรื่องนี้ ขณะที่ของไทยเราก็ยังเอาชนะคะคานกันแต่เรื่องทางการเมืองอยู่

พูดตรงๆ ผู้เขียนก็ค่อนข้างจะหวงไปหมด อะไรที่เราคิดได้ทำได้เองก็ควรจะแสดงความเป็นเจ้าของไว้ โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยีชีวภาพ ที่ไทยมีทั้งทรัพยากรด้านชีวภาพ และมีทั้งความสามารถของนักวิจัยทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เพียงแต่ยังไม่เป็นที่ตระหนักในสังคมทั่วไป นอกจากจะมีการลุกฮือกันขึ้นมาต่อต้านหรือปลุกระดมกันเป็นครั้งคราว เวลามีคนมากล่าวหาว่าต่างชาติกำลังจะมาขโมยทรัพยากรชีวภาพของไทยไป แต่ที่จริงแล้ว หากจะมีการดำเนินการในเชิงสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติจริงๆ ควรที่รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องจะสนับสนุนในด้านเงินทุนวิจัยและพัฒนา รวมถึงสนับสนุนด้านเทคนิค ต่อยอดไปจนถึงการค้า (Commercialization) ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ได้ เชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถวิ่งฉิวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วในหลายๆ เรื่องที่อยู่ภายใต้สาขาชีวภาพนี้ ไม่เฉพาะแต่เรื่องยางพาราเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท