
เสียงเพลงกับการตลาด
ช่วงวันหยุดที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปค้นหาเพลงเก่าๆ ที่เคยฟังสมัยยังเรียนหนังสือ ซึ่งเพลงประเภทที่ผมฟังก็กลายเป็นเพลงหายากเข้าไปทุกทีแล้ว เมื่อได้ฟังเพลงพวกนี้ก็ทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้เจอเพื่อนเก่าที่ไม่พบกันมานาน ก็คงต้องขอบคุณยุคดิจิตอลที่ทำให้ผมสามารถค้นหาเพลงโปรดเหล่านี้ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะการค้นหาผ่านแอพพลิเคชันของ DEEZER ที่น้องในที่ทำงานมาโหลดไว้ให้ผม
ช่วงวันหยุดที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปค้นหาเพลงเก่าๆ ที่เคยฟังสมัยยังเรียนหนังสือ ซึ่งเพลงประเภทที่ผมฟังก็กลายเป็นเพลงหายากเข้าไปทุกทีแล้ว เมื่อได้ฟังเพลงพวกนี้ก็ทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้เจอเพื่อนเก่าที่ไม่พบกันมานาน ก็คงต้องขอบคุณยุคดิจิตอลที่ทำให้ผมสามารถค้นหาเพลงโปรดเหล่านี้ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะการค้นหาผ่านแอพพลิเคชันของ DEEZER ที่น้องในที่ทำงานมาโหลดไว้ให้ผม
สำหรับเสียงเพลงนั้นสามารถกระตุ้นอารมณ์ของคนฟังได้หลากหลาย จึงมีนักการตลาดทำการศึกษาถึงอิทธิพลของเพลงที่มีต่อผู้บริโภค พบว่าเพลงและระดับความดังของเสียงที่เหมาะสมจะสามารถกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกที่อยากซื้อสินค้าในขณะที่ตั้งใจว่าแค่เดินเข้าไปดูเฉยๆ และสามารถทำให้ซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้นและมากขึ้นด้วย
ในบางร้านค้าก็ชอบที่จะให้บรรยากาศในร้านมีความเงียบเพื่อที่จะไม่รบกวนลูกค้า แต่ในทางจิตวิทยานั้นความเงียบจะทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกอึดอัดและเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เราจะเห็นได้ว่าห้างสรรพสินค้าทั้งหลายหรือร้านค้าหรูๆ มักจะมีเสียงเพลงอยู่ทั่วไป เพราะเสียงเพลงสามารถสร้างความรู้สึกสบายและผ่อนคลายให้เกิดขึ้นกับลูกค้า ทำให้ลูกค้ามีอารมณ์ในการจับจ่ายใช้สอย
ในอเมริกาได้มีการทำงานวิจัยในร้านขายไวน์เมื่อร้านเปิดเพลงคลาสสิกเปรียบเทียบกับการเปิดเพลงฮิตที่กำลังเป็นที่นิยม ปรากฏว่าในช่วงที่ร้านเปิดเพลงคลาสสิกนั้นจะมียอดขายสูงกว่าช่วงที่เปิดเพลงฮิตถึง 3 เท่า ท่านใดที่ทำร้านเบเกอรีอาจลองเปิดเพลงประเภทคลาสสิกเหมือนร้านเบเกอรีในอิตาลีดูบ้างอาจจะเพิ่มยอดขายให้ดีขึ้น ร้านขายดอกไม้ก็ควรเปิดเพลงรักที่โรแมนติก ร้านอาหารควรเลือกเปิดเพลงที่จังหวะช้าๆ เพราะจะทำให้ลูกค้าค่อยๆ รับประทานอาหารและจะรับประทานได้มากขึ้นด้วย ซูเปอร์มาร์เก็ตมักจะเปิดเพลงช้าๆ เหมือนกัน เคล็ดลับสำคัญคือเพลงที่มีทำนองช้าๆ จะกระตุ้นให้ลูกค้าค่อยๆ เดินเลือกสินค้าอย่างช้าๆ และอยู่ในร้านค้าได้นานขึ้น ทำให้ร้านค้ามีโอกาสในการเสนอขายสินค้าได้มากขึ้น
ในกรณีของร้านขายเครื่องกีฬาก็ควรเปิดเพลงที่มีจังหวะเร้าใจเพื่อกระตุ้นลูกค้าให้เกิดความคึกคัก ส่วนร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นควรเปิดเพลงให้ทันสมัย แต่ต้องระวังไม่ให้เพลงฮิตที่เราเปิดอยู่นั้นไปดึงความสนใจจากเสื้อผ้าที่เราจะขายนะครับ
บางร้านที่นิยมเปิดเพลงจากวิทยุคลื่นโปรดก็ต้องระวังสักนิดนะครับ เนื่องจากรายการเพลงนั้นจะมีความหลากหลายค่อนข้างมากเพื่อที่จะดึงผู้ฟังให้ได้เยอะๆ เรียกว่ามีความเป็น Mass Market แต่ร้านของเรามักจะเป็นลูกค้าเฉพาะกลุ่มหรือ Niche Market ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับเพลงที่วิทยุเปิดในบางช่วง รวมทั้งวิทยุอาจจะมีโฆษณาสินค้าที่เป็นคู่แข่งกับร้านของเราทำให้เราอาจเสียโอกาสในการขายไปด้วย แต่หากเราเลือกเพลงที่เหมาะสมกับรสนิยมของลูกค้า และสินค้าของเราแล้ว เสียงเพลงนั้นก็จะสามารถทำให้ลูกค้าประทับใจและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า รวมทั้งมีส่วนช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของร้านให้ดูหรูหราขึ้นได้
ความสำเร็จในการใช้เสียงเพลงกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศภายในร้านนั้นคงต้องยกนิ้วให้ร้านกาแฟชื่อ Cafe Del Mar ในเมือง San Antonio ประเทศสเปนที่เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 1978 ซึ่งทางร้านได้เปิดเพลงประเภทฟังสบายๆ แต่มีสีสันสนุกสนานคลอกับบรรยากาศพระอาทิตย์ตกดินริมชายหาด จนลูกค้าที่ไปเกิดความประทับใจถึงขนาดร้านต้องทำเทปและแผ่นเสียงออกมาขายให้กับลูกค้าได้ถึง 12 อัลบั้ม รวม 9 ล้านแผ่น และกลายเป็นสื่อโฆษณาหลักของร้านนี้ไปเลย
ส่วนร้านกาแฟขวัญใจคนไทยอย่าง Starbucks ก็ไม่น้อยหน้าโดยได้นำเพลงประเภท Jazz และ Pop ที่เปิดให้ลูกค้าฟังในร้านที่อเมริกามาทำอัลบั้มขายกว่า 20 อัลบั้ม นอกจากนี้ยังเปิดให้บริการ SelfService Station ที่ลูกค้าซึ่งเป็นแฟนเพลงสามารถเลือกเฉพาะเพลงที่ชอบไรต์ลงแผ่นซีดีได้ใน 45 สาขาของ Starbucks ที่อเมริกา ส่วนแฟนเพลงอย่างผมก็คงไม่ต้องไปเลือกเพลงไกลถึงอเมริกา เพียงแต่ใช้ KMobile Banking ธนาคารทางมือถือของ KBank ก็สามารถฟังเพลงผ่านแเอพพลิเคชันของ DEEZER ที่มีเพลงให้เลือกฟังกว่า 25 ล้านเพลงได้ฟรีถึง 2 เดือนเลยครับ (ขอโฆษณาสักนิดนะครับ...แฮ่ม)







