
อคติผู้นำไทยบดบัง-บิดเบือน"โทนีแบลร์"
ถ้าจะนิรโทษล้างผิดทุกฝ่ายแล้วยกเลิกภาระรับผิดชอบทางกฎหมายทั้งหมด สังคมยอมรับไม่ได้ เพราะเขาต้องการให้ตรวจสอบความจริง
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
แม้ปาฐกถาพิเศษของ โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร และอีก 2 บุคคลระดับโลกจะผ่านพ้นไป เเต่ยังทิ้งคำถามไว้ว่า เวทีแชร์ประสบการณ์สร้างความปรองดองจุดแสงสว่างให้สังคมไทยได้มากน้อยเพียงใด
สิริพรรณ นกสวน สวัสดี หัวหน้าภาควิชาปกครอง รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การปาฐกถาของอดีตผู้นำต่างประเทศมีเนื้อหาที่น่าสนใจ แต่ไม่ได้สร้างผลสะเทือนหรือทำให้ความมุ่งหวังที่จะปฏิรูปการเมือง รวมถึงการสร้างความปรองดองของไทยสำเร็จได้ เพราะปัจจัยที่ส่งผลให้การปรองดองและปฏิรูปสำเร็จนั้นมาจากความจริงใจในการปฏิรูปของคนในชาติมากกว่า
สิริพรรณ สรุปสาระการปาฐกถาว่า มีความสำคัญหลายด้าน โดยเนื้อหาที่พูดถึงข้อควรระวังในการใช้เสียงข้างมากและการคอร์รัปชั่นของรัฐบาล รวมถึงความเป็นกลางและอิสระของศาลนั้นสะท้อนว่า แบลร์ได้ศึกษาความขัดแย้งของสังคมไทยมาพอสมควร แต่มองว่าเนื้อหาการปรองดองและนิรโทษกรรมที่แบลร์พูดถึงนั้นประเด็นยังไม่มีน้ำหนักเท่ากับ พริซิลลา |เฮย์เนอร์ ที่ปรึกษาศูนย์เสวนาเพื่อมนุษยธรรม
สิริพรรณ บอกว่า เฮย์เนอร์ตั้งคำถามน่าสนใจที่ว่า การนิรโทษในแบบที่ให้ทุกฝ่ายลืมทุกเรื่องนั้นจะนำไปสู่การยอมรับของคนทุกกลุ่มและช่วยลดความขัดแย้งได้จริงหรือ เพราะการลืมอาจใช้ได้กับประเทศที่อยู่ในช่วง “เปลี่ยนผ่าน” สำคัญอย่างแอฟริกา เป็นต้น แต่ไทยเป็นความขัดแย้งสองฝ่ายที่ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนผ่านเหมือนเคสต่างประเทศ
“ถ้าจะนิรโทษล้างผิดทุกฝ่ายแล้วยกเลิกภาระรับผิดชอบทางกฎหมายทั้งหมด สังคมยอมรับไม่ได้ เพราะเขาต้องการให้ตรวจสอบความจริง หากก้าวข้ามกระบวนการนี้ มันจะกระตุ้นให้คนทำผิดตลอดเวลา และที่สุดแล้วการปรองดองที่แท้จริงจะไม่เกิด
...ถ้าฟังทั้งสามคนเขาจะมองเป็นสองขยักว่า หนึ่ง ถ้าไม่ลืมอดีตเราจะก้าวข้ามไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันเขาก็บอกว่า ถ้าจะนิรโทษก็ต้องดูว่าสอดคล้องกับกฎหมายและการยอมรับร่วมกันของคนในประเทศด้วยหรือไม่ เขาเห็นว่าต้องมีกระบวนการพิสูจน์ความจริง การยอมรับของคนในสังคมร่วมกัน เพื่อนำมาซึ่งบทเรียนป้องกันไม่ให้การกระทำที่เลวร้ายในอดีตเกิดขึ้นอีก”
นักวิชาการจุฬาฯ ทิ้งท้ายว่า ทั้งสามคนพูดมีสารประโยชน์ที่ให้หลักการประชาธิปไตยอันเป็นสากล แต่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านกลับจงใจเลือกบางข้อความมาเข้าข้างตัวเอง สะท้อนถึงความไม่จริงใจในการแก้หาทางออกจากประเทศร่วมกัน ท้ายที่สุดสาระที่แบลร์ต้องการเสนอในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในไทยถูกบดบังและบิดเบือนด้วยอคติส่วนตัวของผู้นำไทยทั้งสองฝ่าย
โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ทัศนะว่า ปาฐกถาของแบลร์ เป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีให้แก่เวทีปฏิรูปประเทศไทย และเป็นการชี้ทางให้แก่รัฐบาลเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบสำคัญในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย เพราะการจะเดินตามทางที่แบลร์พูดหรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลเอง โดยอดีตนายกฯ เพียงแค่แชร์ประสบการณ์สร้างความปรองดองในสหราชอาณาจักรเท่านั้น จึงแตะปัญหาของไทยเพียงผิวเผินเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์งาน และไม่แทรกแซงไทยตาม|มารยาทระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม โคทม บอกว่า ข้อเสนอแนะของแบลร์น่ารับฟังหลายประการที่ระบุว่าการจะปรองดองได้ ทุกฝ่ายต้องพูดคุยกัน อย่าปล่อยให้ปัญหาสาหัส เพราะจะกระทบภาคส่วนอื่นของประเทศ เขาต้องการบอกผ่านไปยังพรรคประชาธิปัตย์ว่าหากจะแก้ความขัดแย้ง ฝ่ายที่เห็นต่างต้องเข้าร่วมปฏิรูป
ด้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แบลร์เข้าใจในสถานการณ์ประเทศไทยค่อนข้างดี และเข้าใจดีว่าเหตุใดฝ่ายค้านจึงไม่เข้าร่วมการปฏิรูป เห็นได้จากที่มีการระบุว่าเสียงข้างมากไม่ควรกินรวบ ดังนั้นรัฐบาลควรรับฟังและนำข้อเสนอไปดำเนินการต่อ แต่เชื่อว่าได้ผลยากเพราะรัฐบาลถูกจำกัดโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคนเสื้อแดง จึงไม่สามารถหาแนวทางเพื่อนำทุกฝ่ายหาทางออกได้
ขณะที่ พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทราบว่า รัฐบาลจะนำ 5 ข้อเสนอของแบลร์มาปรับใช้ ขณะที่พรรคเพื่อไทยยังคงแถลงเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมเวทีปฏิรูป หากจริงใจในการหาทางออกให้กับประเทศ







