
รัฐบาลเท 3แสนล้านอุ้มข้าว-ข้าวโพด-ยางพารา
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 3 ก.ย. มีมติเห็นชอบมาตรการดูแลราคาสินค้าเกษตร 3 ประเภท คือ ข้าวเปลือก ยางพารา และข้าวโพด ภายใต้กรอบวงเงิน 3 แสนล้านบาท และยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นเพียง 12% และมีหนี้ไม่เกินกรอบวินัยการคลังที่ 60% ของจีดีพี
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 3 ก.ย. มีมติเห็นชอบมาตรการดูแลราคาสินค้าเกษตร 3 ประเภท คือ ข้าวเปลือก ยางพารา และข้าวโพด ภายใต้กรอบวงเงิน 3 แสนล้านบาท และยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นเพียง 12% และมีหนี้ไม่เกินกรอบวินัยการคลังที่ 60% ของจีดีพี
สำหรับมาตรการดูแลราคาสินค้าเกษตร ประกอบด้วย 1.โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/2557 ด้วยราคา 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 2 หมื่นบาท และข้าวเปลือกนาปรังตันละ 1.3 หมื่นบาท โดยมีเป้าหมายข้าวเปลือกเข้าโครงการ 16.5 ล้านตัน กรอบวงเงินหมุนเวียนไม่เกิน 2.7 แสนล้านบาท
2.โครงการแก้ปัญหายางพาราทั้งระบบ ปี 2557 กรอบวงเงินเบื้องต้น 2.56-2.87 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเงินชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้สหกรณ์การเกษตรที่กู้เงินสร้างโรงงานแปรรูปยางแผ่นดิบ 5,000 ล้านบาท เงินชดเชยดอกเบี้ยให้โรงงานที่กู้เงินเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและขยายกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ยางพารา 1.5 หมื่นล้านบาท
ส่วนที่เหลือเป็นการจ่ายเงินอุดหนุนปัจจัยการผลิตให้ชาวสวนยางที่มีพื้นที่ปลูกยางไม่เกิน 10 ไร่ ในอัตรา 1,260 บาท โดยมีระยะเวลาโครงการทั้งสิ้น 8 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือน ต.ค. 2556-พ.ค. 2557 กรอบวงเงินเบื้องต้น 5,628 ล้านบาท หากไม่เพียงพอให้มาของบเพิ่มเติมได้ ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สำรวจพบว่า อาจต้องใช้งบส่วนนี้สูงถึง 8,766 ล้านบาท
3.โครงการแทรกแซงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยรัฐบาลได้สนับสนุนงบ 1,907 ล้านบาท เพื่อรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากชาวไร่ในอัตรา 9 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับข้าวโพดความชื้น 14.5% และ 7 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับข้าวโพดความชื้น 30% ระหว่างเดือน ก.ย.ธ.ค. 2556 ปริมาณรับซื้อต่อรายไม่เกิน 25 ตัน เป้าหมายรับซื้อไม่เกิน 1 ล้านตัน
กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายในการดูแลราคาสินค้าของเกษตรกรให้มีราคาดี มาตรการที่ใช้ดูแลราคาสินค้าเกษตรแต่ละประเภทจะมีความแตกต่างกัน ส่วนการใช้เงินในโครงการ อาทิ โครงการรับจำนำข้าวที่ใช้เงินหมุนเวียน 2.7 แสนล้านบาท ก็คิดเป็นเงินเพียง 12% ของจีดีพีเท่านั้น
“เงินที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าวปี 2556/2557 จะเป็นเงินกู้ก้อนใหม่ แยกจากของเดิมที่กำหนดวงเงินไว้ที่ 5 แสนล้านบาท แต่ในทางปฏิบัติเราจะรักษาวินัยให้การใช้เงินอยู่ในกรอบ 5 แสนล้านบาทให้ได้ และไม่ใช่น่ากังวลจะกระทบต่อตัวเลขหนี้สาธารณะ เพราะเมื่อเราพูดถึงเงิน 3 แสนล้านบาท ก็หมายถึงสัดส่วนต่อจีดีพี 12% เท่านั้น” กิตติรัตน์ กล่าว
วราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและ รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า เงินหมุนเวียนที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2556/2557 จะเป็นกรอบวงเงินกู้ใหม่ ส่วนแหล่งเงินที่นำมาใช้ก็มี 2 ส่วน คือ เงินที่ได้คืนจากการขายข้าวฤดูกาลก่อนๆ หากไม่พอกระทรวงการคลังจะจัดหาแหล่งเงินกู้มาให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ต่อไป
ก่อนหน้านี้ ในพื้นที่ จ.ตาก และเพชรบูรณ์ มีการชุมนุมของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกลุ่มเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพด เพื่อขอให้รัฐบาลเพิ่มราคาประกันข้าวโพด โดยกลุ่มเกษตรกร อ.แม่สอด ระบุว่า ต้องการให้รัฐพยุงราคาข้าวโพดเป็นกิโลกรัมละ 17-18 บาท จากเดิม กก.ละ 11-12 บาท เนื่องจากหากขายในราคาเดิมจะขาดทุนจำนวนมาก เพราะราคาปุ๋ยและยาแพงขึ้น
ส่วนเกษตรกร จ.เพชรบูรณ์ เป็นการชุมนุมเพื่อรับฟังผลการประชุมครม. เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ โดยมีการยื่นข้อเรียกร้องไปก่อนหน้านี้ หากมติ ครม.ออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจจะเคลื่อนย้ายไปปิดถนนทันที
ภายหลังการชุมนุม สุรางค์ เชื้อบุญมี หัวหน้ากรมการค้าภายในจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้แจ้งที่ชุมนุม ว่า ครม.มีมติให้ความเห็นชอบแทรกแซงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2557 โดยกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดแห้งความชื้น 14.5% ราคา กก.ละ 9 บาท ข้าวโพดเปียกความชื้นไม่เกิน 30% กก.ละ 7 บาท โดยกำหนดให้ครอบครัวละ 25 ตัน แต่ทั้งนี้บรรดาแกนนำเจรจาต่อรองโดยขอหนังสือยืนยันก่อนจึงยินยอมจะสลายการชุมนุม กระทั่งเวลา 15.00 น. มีการนำสำเนาเอกสารสรุปมติ ครม.มาชี้แจงต่อกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้เกษตรกรพอใจและแยกย้ายสลายการชุมนุมไปในที่สุด







