
จับตากันยาฯ อันตราย"ซีเรีย-เฟด" พร้อมเขย่าโลก
ถึงสถานการณ์จะยังไม่ถึงขั้นแตกหักรวดเร็วเหมือนกรณีสงครามอิรักที่สหรัฐตัดสินใจสั่งบุกทันที
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ถึงสถานการณ์จะยังไม่ถึงขั้นแตกหักรวดเร็วเหมือนกรณีสงครามอิรักที่สหรัฐตัดสินใจสั่งบุกทันที แต่ความเป็นไปได้ที่จะบุกซีเรียก็สร้างความตึงเครียดให้กับทั่วโลก จนนักวิเคราะห์ระบุว่าอาจส่งผลกระทบรุนแรงถึงขั้นที่ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะงักงันเอาได้ง่ายๆ
ยิ่งเมื่อบวกกับเหตุการณ์ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตรียมพิจารณาชะลอการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) และการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีของเยอรมนี เสาหลักแห่งภูมิภาคยุโรป เดือน ก.ย. จึงกลายเป็นเดือนอันตรายน่าหวาดหวั่นในสายตานักลงทุน
ทั้งนี้ หากไม่อิงหลักฐานทางสถิติที่เหตุร้ายในประวัติศาสตร์หลายครั้งมักเกิดขึ้นในเดือน ก.ย. เช่น การล้มละลายของวาณิชธนกิจขนาดใหญ่อย่างเลห์แมน บราเธอร์ ในปี 2551 เหตุพุธทมิฬที่ตลาดหุ้นร่วงกราวในปี 2535 หรือการที่เงินปอนด์อังกฤษทิ้งเกณฑ์มาตรฐานทองคำในปี 2474 ลำพังเพียงแค่ปัจจัยซีเรียกับการประชุมเฟดและเลือกตั้งเยอรมนีที่กล่าวถึงข้างต้นก็เพียงพอที่จะทำให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมรับสถานการณ์ใดๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อนับต่อจากนี้
สำหรับกรณีวิกฤตซีเรีย นักวิเคราะห์ประจำเดอะ การ์เดียน อธิบายว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระเทือนการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกได้ 2 ทางด้วยกันคือ ทางตรงที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะปรับตัวแพงขึ้น และทางอ้อมที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและความต้องการบริโภคของประชาชน
แน่นอนว่า สำหรับประเทศที่ไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมันหลักอย่างซีเรีย หลายฝ่ายอาจโต้ว่าปัญหาซีเรียไม่น่าส่งผลต่อปริมาณสำรองของน้ำมันในตลาดโลกจนทำให้ราคาแพงขึ้นได้เหมือนกรณีอิหร่านขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดน้ำมันแจกแจงชัดว่าราคาพลังงานในตลาดโภคภัณฑ์ที่ปรับขึ้นลงทุกวันนี้ก็ไม่ได้สนใจปัจจัยพื้นฐานที่หลายฝ่ายงัดออกมามากไปกว่าอารมณ์ความรู้สึกของนักลงทุนในตลาด
ยืนยันได้จากราคาน้ำมันดิบในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่น้ำมันดิบเบรนต์ในตลาดลอนดอนปรับตัวขึ้นเฉียด 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าความวิตกต่อซีเรียเพิ่มเติมจะทำให้นักลงทุนอ่อนไหวง่าย ซึ่งเป็นช่องว่างมากพอที่จะส่งผลต่อการเก็งกำไรน้ำมัน
แคปิตอล อิโคโนมิกส์ ประเมินว่า ถ้าสถานการณ์ในซีเรียยังยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบในตลาดมีสิทธิแตะ 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นจะกลายเป็นปัจจัยขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่การเติบโตไม่ค่อยดีนั้นอาจได้รับผลกระทบหนักถึงขั้นตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจชะงักงันได้โดยง่าย
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันแพงจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ไม่ยาก และประเด็นดังกล่าวเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยอมรับว่าไม่สามารถวัดได้ ยิ่งเมื่อความตึงเครียดครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจที่เพิ่งจะผ่านวิกฤตการเงินครั้งใหญ่มาหมาดๆ นักลงทุนและนักธุรกิจจึงค่อนข้างระมัดระวังกับการลงทุนพอสมควร โดยผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักกล่าวตรงกันว่านักลงทุนส่วนหนึ่งอาจใช้ประเด็นซีเรียเป็นข้ออ้างสำคัญในการชะลอการลงทุน
สำหรับการประชุมเฟดที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ ประเด็นที่จะคุยคือการชะลอการใช้มาตรการคิวอี โดยแง้มบ้างแล้วว่าเฟดจะลดมูลค่าการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลให้เหลือ 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อดูการตอบสนองของตลาดก่อนผลักดันมาตรการอื่นต่อไป
ทั้งนี้ หลายฝ่ายยอมรับว่า แค่เพียงเฟดส่งสัญญาณจะทำ หลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย ถึงกับไปแทบไม่เป็น เพราะเจอกับภาวะเทขายสินทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติเพื่อเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยและสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า จนค่าเงินประเทศอ่อนลงอย่างมากเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
ยิ่งไปกว่านั้น การที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เริ่มมีบทบาทความสำคัญทางเศรษฐกิจคือจากเดิมที่มีส่วนผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเพียง 30% ปัจจุบันกลุ่มตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่สามารถขยับขึ้นมามีสัดส่วนที่สูงถึง 50% ก็ยิ่งทำให้ปัญหาของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ไม่อาจมองข้ามได้เช่นกัน
ส่วนกรณีการเลือกตั้งของเยอรมนี ปัจจัยสำคัญที่เกือบทุกฝ่ายจับตามองก็คือผลการเลือกตั้งที่จะมีผลต่อการกำหนดนโยบายด้านการเงินและเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (อียู) ที่เยอรมนีเป็นหัวเรือใหญ่ เพราะแม้จะสามารถเอาตัวรอดจากภาวะถดถอย 18 เดือนมาได้ แต่การฟื้นตัวของยุโรปยังเปราะบาง และบางประเทศยังต้องได้รับความช่วยเหลือเพื่อแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ
ดังนั้น หากผลเลือกตั้งลงเอยที่รัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งมีแนวทางรัดเข็มขัดมากกว่าเดิม ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลต่อการเติบโตของยุโรปที่จะกระเทือนถึงนานาประเทศในภูมิภาคต่างๆ ของโลกให้น่าหวาดหวั่นมากยิ่งขึ้นจากสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ที่สามวันดีสี่วันไข้
ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะยังไม่มีนักวิเคราะห์สำนักไหนกะเกณฑ์คาดการณ์ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นได้แน่นอน กระนั้น ปัจจัยจากซีเรีย เฟด และเยอรมนี ก็เพียงพอจะส่งสัญญาณเตือนอันตรายให้ทุกประเทศทั่วโลกต้องตื่นตัวเตรียมพร้อมรับผลกระทบข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นไม่มากก็น้อยได้แล้ว







