posttoday
ลุยไฟ?

ลุยไฟ?

03 กันยายน 2556

วันนี้มีข่าวในหนังสือพิมพ์ว่า บริษัทกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ได้ตัดสินใจชะลอแผนการลงทุนโครงการใหม่ที่ต้องใช้งบลงทุนสูงออกไปก่อน เพื่อรอดูภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนขณะนี้ โดยจะทบทวนแผนการลงทุน 5 ปีของกลุ่มใหม่

วันนี้มีข่าวในหนังสือพิมพ์ว่า บริษัทกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ได้ตัดสินใจชะลอแผนการลงทุนโครงการใหม่ที่ต้องใช้งบลงทุนสูงออกไปก่อน เพื่อรอดูภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนขณะนี้ โดยจะทบทวนแผนการลงทุน 5 ปีของกลุ่มใหม่

บริษัทได้ให้เหตุผลและความจำเป็นในการที่จะต้องทบทวนแผนการลงทุนใหม่ เพราะเป็นห่วงปัญหาเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เตรียมลงทุนโครงการใหญ่หลายโครงการในปีหน้า

ผมอ่านข่าวนี้แล้ว ทำให้นึกได้ว่ามีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในวงการธุรกิจเคยสอบถามว่า คนที่จะมาเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กร จะต้องเป็นคนที่มีสติรอบคอบ ไม่ประมาท และจะต้องระลึกเสมอว่า เราไม่ได้ทำธุรกิจเพียงวันนี้วันเดียว ธุรกิจจะต้องมีวันหน้าเสมอ

จากการทำงานในฐานะผู้บริหารสถาบันการเงินหลายแห่งมานานกว่า 30 ปี ทำให้ผมได้เห็นธุรกิจหลายแห่งที่เคยมีผลประกอบการดี มีกำไร ต้องปิดกิจการไป เพราะผู้บริหารหลงตัวเองและองค์กรว่ายิ่งใหญ่ จึงไม่พัฒนาธุรกิจให้พร้อมต่อการแข่งขันในสภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป เคยทำธุรกิจมาอย่างไรก็ทำไปอย่างนั้น ไม่มีการพัฒนาปรับปรุงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ท้ายที่สุด องค์กรเหล่านั้นจึงค่อยๆ ยืนต้นตายไปอย่างช้าๆ

ผมเคยเห็นธุรกิจหลายแห่งที่กำลังเจริญเติบโต ขยายตัวอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด ล้มลงทั้งยืนอย่างไม่คาดฝัน เพราะขาดสภาพคล่องทางการเงิน ไม่สามารถหมุนเงินมาจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นสำหรับเงินกู้ที่กู้มาขยายธุรกิจให้สถาบันการเงินและเจ้าหนี้อื่นๆ ได้ทัน ซึ่งสมัยที่ผมเรียนวิชาการธนาคาร เขาใช้คำว่าค้าขายเกินตัว หรือ Over Trading ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในยามที่เศรษฐกิจกำลังเจริญรุ่งเรือง จับธุรกิจอะไรมาทำก็มีกำไรจนทำให้เกิดความประมาท โดยไม่ตระหนักว่าสถานการณ์วันนี้กับวันหน้าอาจจะเปลี่ยนแปลงไป

ที่น่าเศร้าไปกว่านั้น ธุรกิจบางแห่งที่กำลังมีปัญหาผลประกอบการขาดทุน แทนที่จะพยายามแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ให้ลุล่วงไปก่อนเพื่อความอยู่รอดขององค์กร กลับพยายามแก้ไขปัญหาการขาดทุนของธุรกิจ โดยเร่งเพิ่มยอดการขายแบบลด แลก แจก แถม ขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เร่งขยายการลงทุนเพื่อสร้างรายได้เพิ่มแบบหวังน้ำบ่อหน้า ทั้งๆ ที่ปัญหาเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้ปัญหาที่มีอยู่แล้วทวีความสลับซับซ้อน แก้ไขยากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ

จนในที่สุดแก้ไขไม่ได้ต้องปิดตัวเองไป

แต่เช่นเดียวกัน ผมเคยเห็นธุรกิจที่กำลังเจริญเติบโตก้าวหน้า มีฐานะแข็งแกร่ง กับบริหารงานอย่างรอบคอบระมัดระวัง จะลงทุนอะไรคิดแล้วคิดอีก ถึงจะมีเงิน มีบุคลากร มีเทคโนโลยี และมีตลาดรองรับพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าพร้อมที่จะขยายตัว แต่ผู้บริหารมีสติว่า ไม่ได้ทำธุรกิจเพียงวันนี้วันเดียว แต่ธุรกิจจะต้องมีวันหน้า ถ้าสถานการณ์ในวันหน้าเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นลบ แต่องค์กรได้ทุ่มเททรัพยากรที่มีอยู่ไปอย่างหมดหน้าตัก ปัญหาในการดำเนินธุรกิจให้อยู่รอดอย่างมั่นคงจะเกิดขึ้น ที่สำคัญ ปัญหาบางปัญหา เป็นปัญหาที่องค์กรและผู้บริหารไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ปัญหาที่มาจากต่างประเทศ ปัญหาการเมืองภายในประเทศ เป็นต้น

กรณีของกลุ่มบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ หรือสิงห์ ที่ผมยกขึ้นมาพูดถึงในตอนแรก อาจถือเป็นตัวอย่างของกลุ่มธุรกิจที่บริหารงานลักษณะนี้ จึงได้มีการทบทวนแผนการลงทุนระยะยาวอย่างเป็นระบบ เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าสถานการณ์ด้านธุรกิจและเศรษฐกิจในปัจจุบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนสูง ก็ชะลอการลงทุนไปก่อน

ถ้าพูดกันจริงๆ แล้ว การตัดสินใจลักษณะนี้เป็นการบริหารความเสี่ยงแบบหนึ่ง และต้นทุนในการบริหารความเสี่ยง คือ ถ้าเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด ต้นทุนในการลงทุนจะสูงขึ้น และโอกาสในการทำกำไรจากโครงการใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นจะลดลง

แน่นอนครับว่า ถ้าเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว หรือเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า เศรษฐกิจถดถอยขึ้นมาจริงๆ กลุ่มบริษัทนี้จะได้รับความเสียหายน้อยกว่าการทุ่มลงทุนไป ในขณะที่สภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง อย่างน้อยก็สามารถประคองตัวให้ฟันฝ่าปัญหาที่เกิดขึ้น จนกว่าจะถึงวันหน้า เมื่อฟ้าเปิดจึงค่อยตัดสินใจลงทุน ก็ยังไม่สายเกินไป เพราะบริษัทสามารถดำรงความเข้มแข็งขององค์กรไว้ได้

แต่ไม่ว่าสถานการณ์ภายหน้าจะเป็นอย่างไร และการตัดสินใจของบริษัทจะถูกหรือผิด ที่พิสูจน์ได้แน่ชัด คือ กลุ่มบริษัทนี้มีการบริหารงานอย่างมีสติ และตระหนักว่าการดำเนินธุรกิจไม่ได้ทำเพื่อวันนี้วันเดียว แต่ต้องคิดถึงโอกาสหรือวิกฤตในวันหน้าด้วย

กลับมาพูดเรื่องที่ค้างไว้เดิม คือ เรื่องของการบริหารธุรกิจของธุรกิจที่กำลังขาดทุน เท่าที่ผมเห็นมาในประสบการณ์การทำงาน ยังไม่เคยเห็นธุรกิจหรือบริษัทไหนเอาตัวรอดได้โดยการขยายธุรกิจเพื่อหารายได้เพิ่มเพื่อลดการขาดทุน โดยไม่ได้แก้ไขปัญหาดั้งเดิมที่มีอยู่เสียก่อน

เพราะบริษัทที่กำลังมีปัญหาย่อมขาดความพร้อมทั้งด้านการเงิน ด้านบุคลากร และด้านการผลิตที่จะรุกไปข้างหน้า ยิ่งลงทุนเพิ่ม ขายเพิ่ม ยิ่งขาดทุนเพิ่ม และหนี้เพิ่มจนในที่สุดก็อยู่ไม่ได้

ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้น เพราะผู้บริหารขาดสติ ไม่ตระหนักว่าหากแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ให้ลุล่วงไปก่อน พยายามประคองตัวให้อยู่รอดไประยะหนึ่ง โอกาสย่อมมีอยู่ในวันหน้า ที่จะพลิกฟื้นธุรกิจให้กลับมามีกำไร เช่น แทนที่จะปรับปรุงคุณภาพของสินค้าที่มีอยู่ให้ตรงต่อความต้องการของลูกค้า กลับพยายามสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ขยายไลน์ธุรกิจออกไปทั้งๆ ที่ขาดประสบการณ์ในการบริหารจัดการ และมีทรัพยากรที่จะลงทุนจำกัด

บางทีผมเห็นนักวิชาการหรือบุคลากรภาครัฐออกมาตำหนิผู้ประกอบการไทยที่กำลังมีปัญหาว่า ไม่รู้จักสร้างเครื่องหมายการค้าหรือแบรนด์ของตัวเองแล้ว ก็นึกอยากให้คนเหล่านี้ลองมาบริหารธุรกิจด้วยตัวเองดู แล้วจะทราบว่าทำไมธุรกิจเหล่านั้นถึงไม่สร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา เพราะลำพังการหาเงินมาหมุนเวียนทำให้การผลิตและการค้าเดินตามปกติก็ยากเย็นแสนเข็ญแล้ว จะหาเงินลงทุนที่ไหนมาสร้างแบรนด์ ส่งเสริมแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและติดตลาด และแบรนด์แต่ละแบรนด์ที่จะติดตลาดก็ต้องใช้เวลานานพอสมควร ไม่สามารถใช้เป็นยาสามัญประจำบ้านแก้ไขปัญหาของธุรกิจได้ทันท่วงที

ผมเชื่อว่า (ซึ่งท่านผู้อ่านไม่จำเป็นต้องเชื่อเหมือนผม) ความอยู่รอดของธุรกิจเป็นเรื่องสำคัญกว่าการสร้างความเจริญเติบโต ถึงแม้บางท่านอาจจะแย้งว่า การสร้างความเจริญเติบโตคือหนทางเดียวที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอด แต่ผมเชื่อว่าถ้าธุรกิจประคองตัวให้อยู่รอดได้ ไม่ว่าสภาวะแวดล้อมจะเป็นอย่างไร โอกาสที่จะเติบโตในวันข้างหน้าย่อมมีอยู่เสมอ

แต่ถ้าธุรกิจใดดำรงอยู่ในความประมาท มุ่งเห็นแต่การสร้างความเจริญเติบโตและทำกำไร ท้ายที่สุดอาจล้มทั้งยืน หรือเร่งเวลาปิดตัวให้เร็วขึ้น เพราะไม่ตระหนักว่าเราไม่ได้ทำธุรกิจวันนี้วันเดียว แต่วันหน้ายังมีอยู่

เรื่องนี้เขียนขึ้นใกล้ๆ กับเวลาที่ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท กำลังจะผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรให้พิจารณาในวาระที่ 2 ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูเอาเอง ถ้าประเทศไทยเป็นบริษัท เรากำลังวางแผนที่จะก้าวไปข้างหน้าแบบไหน เราอยากเห็นประเทศนี้ลุยไปข้างหน้า หรืออยากให้กลับมาทบทวนความเสี่ยงกันอีกครั้งหนึ่งดี...

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท