
กู้วิกฤต
หลายคนที่ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส เมื่อปี 2551 อาจเคยได้ยินชื่อของ “รากุราม ราจัน” (Raghuram Rajan) จากหนังสือชื่อดังเรื่อง Fault Lines มาบ้าง
หลายคนที่ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส เมื่อปี 2551 อาจเคยได้ยินชื่อของ “รากุราม ราจัน” (Raghuram Rajan) จากหนังสือชื่อดังเรื่อง Fault Lines มาบ้าง
หนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้วโดยคุณสฤณี อาชวานันกุล ในชื่อ “รอยเลื่อนเขย่าเศรษฐกิจโลก” ซึ่งนับเป็นหนังสือน่าอ่านที่สุดเล่มหนึ่ง ที่ทำให้รู้เท่าทันเล่ห์ระบบการเงินสมัยใหม่ที่สลับซับซ้อนเป็นอย่างดี และรู้ที่มาที่ไปของวิกฤตการณ์ภาคการเงินครั้งล่าสุดในสหรัฐ
ราจัน อาจนับได้ว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังที่สุดคนหนึ่งในยุคหลังมานี้ก็ว่าได้
ไม่ใช่เพียงเพราะการเป็นชาวอินเดียที่ขึ้นเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่อายุน้อยที่สุดด้วยวัยเพียงแค่ 40 ปีเท่านั้น แต่เขาคือนักเศรษฐศาสตร์เพียงไม่กี่คนที่ออกมาเตือนถึงวิกฤตการเงินรอบใหม่ในสหรัฐ ก่อนที่ปัญหาจะปะทุขึ้นเพียงไม่กี่ปี
แม้ว่าในครั้งนั้นจะถูก ลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันคนดังตอกกลับมาว่าเป็นการสื่อสารในทางที่ผิดๆ แถมยังเป็นพวกหัวโบราณคร่ำครึก็ตาม
ในวันนี้ ราจัน ได้ขึ้นเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย (อาร์บีไอ) คนใหม่เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่ซัมเมอร์ส ก็กำลังเป็นตัวเต็งผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนต่อไปเช่นกัน แต่ต่างกันก็ตรงที่คนหนึ่งจะรับช่วงที่ยามที่เศรษฐกิจฟื้น ขณะที่อีกคนไม่ต่างกับแม่ทัพจำเป็นกลางวงล้อมศัตรู
ทุกฝ่ายกำลังจับตาว่า ความเก่งกาจของนักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่งคนนี้ จะช่วยกอบกู้สถานการณ์ของอินเดียให้รอดพ้นจากภาวะวิกฤตได้หรือไม่
ความสามารถของราจันนั้นเป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ปัญหาก็คือ การต้องออกจากตำราและโลกทางวิชาการมาสู่โลกแห่งความจริง
เฉพาะด้านเศรษฐกิจนั้นก็เต็มไปด้วยภาวะหนีเสือปะจระเข้หลายอย่าง หากจะกู้ปัญหาเงินไหลออกจนทำให้ค่าเงินดิ่งฮวบ 16% ในปีนี้ ด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ก็เสี่ยงทำให้หนี้เพิ่มขึ้น หลังจากที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมหาศาล และยังมีแนวโน้มเงินเฟ้อพุ่งสูงกระทบประชาชนอีก
ไม่เพียงเท่านั้น ตำแหน่งผู้ว่าแบงก์ชาติยังต้องกระทบกระทั่งกับระบบราชการและนักการเมืองที่อาจทำให้การตัดสินใจหรือการปฏิรูปต้องสะดุดลง
ทว่าอย่างน้อยที่สุด คนอินเดียก็ใจชื้นได้บ้างที่มีคนเก่งจริงยอมมาทำหน้าที่ช่วยชาติในยามวิกฤต ทั้งที่จริงๆ แล้วจะลอยตัวอยู่ในต่างประเทศต่อไปก็ได้
แค่นี้ก็ถือเป็นสัญญาณดีของอินเดียได้แล้ว







