posttoday
"สุรินทร์โมเดล"รพ.รัฐสู่เมดิคัลฮับ

"สุรินทร์โมเดล"รพ.รัฐสู่เมดิคัลฮับ

02 กันยายน 2556

แม้จะมีเสียงคัดค้านจากบรรดาเอ็นจีโอ และเครือข่ายแพทย์ชนบทอยู่บ้าง ด้วยเหตุผลเรื่องการแย่งแพทย์

โดย...สุภชาติ เล็บนาค

แม้จะมีเสียงคัดค้านจากบรรดาเอ็นจีโอ และเครือข่ายแพทย์ชนบทอยู่บ้าง ด้วยเหตุผลเรื่องการแย่งแพทย์ หรือทำให้ชนบทขาดแคลนแพทย์ในการรักษาคนไทย แต่โครงการ “เมดิคัลฮับ” ก็ยังคงเป็นโครงการที่รัฐบาลดันสุดตัวต่อไป

นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข กล่าวตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่งแล้วว่า “เมดิคัลฮับ” ถือเป็นการเสริมสร้างรายได้ด้านสุขภาพครบวงจร ทั้งเรื่องยาสมุนไพรไทย อาหาร สินค้าพื้นเมือง รวมถึงการเป็นศูนย์กลางสุขภาพของประชาคมอาเซียน

กระนั้นเอง การสนับสนุนของรัฐบาลก็ยังถูกจำกัดวงอยู่แค่เชิงนโยบายสำหรับโรงพยาบาลเอกชน ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว ให้คล่องตัวในการบริหารจัดการมากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น การตั้งระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการแพทย์ (Medical Mediator) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และโรงพยาบาลเอกชน หากเกิดปัญหาการให้บริการขึ้น

แต่ก็มิใช่ว่าโรงพยาบาลรัฐบาลจะไม่สนใจเข้าร่วมสนามเมดิคัลฮับเลย โดยเฉพาะโรงพยาบาลชายแดน ต่างก็มองเห็นโอกาสที่จะสร้างรายได้เพื่อพัฒนาโรงพยาบาลด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรองบประมาณจากรัฐเพียงฝ่ายเดียวเช่นกัน โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ พาไปดูเมดิคัลฮับ “อาเซียนโมเดล” ครั้งแรก ที่โรงพยาบาลสุรินทร์

นพ.ธงชัย ตรีวิบูลย์วณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ เล่าให้ฟังว่า แนวคิดมาจากเมื่อเห็นนักธุรกิจจากจังหวัดเสียมราฐ กัมพูชา เดินทางเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนระดับพรีเมียมในกรุงเทพฯ หรือในเวียดนาม ทั้งที่โรงพยาบาลสุรินทร์ก็พร้อมจะให้บริการเช่นกัน ประกอบกับการเปิดประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า ถือเป็นโอกาสที่จะใช้โรงพยาบาลสุรินทร์รองรับ ด้วยทำเลที่เหมาะสม และความพร้อมของโรงพยาบาล ทำให้มั่นใจว่าที่นี่จะเป็นเมดิคัลฮับได้

“เราแสดงน้ำใจว่าเราพร้อมที่จะให้บริการที่ดีและประทับใจกับทุกคน โดยเฉพาะ 1.มาตรฐานการรักษา และ 2.มาตรฐานการให้บริการ ซึ่งเราได้ตั้งศูนย์บริการผู้ป่วยต่างชาติชัดเจน โดยจะให้บริการได้ทั้งชาวกัมพูชา และชาวต่างชาติ โดยจะพาไปทำบัตร ทำธุระ และพาไปตรวจ โดยจะบอกราคาล่วงหน้าทันทีว่าคนไข้จะเสียเท่าไร เราไม่ได้คิดกำไรแบบเอาเปรียบ แต่เราจะดูแลด้วยมิตรไมตรี เมื่อเขาไว้ใจโรงพยาบาล และได้รับบริการที่ดี เขาก็จะเชื่อมั่นว่าคนไทยคนอื่นจะเป็นแบบนี้ และต่อยอดไปใช้บริการการท่องเที่ยวส่วนอื่นๆ ต่อ” นพ.ธงชัย กล่าว

พิมพ์เขียวเมดิคัลฮับของโรงพยาบาลสุรินทร์ ที่ นพ.ธงชัย วางไว้ จะเริ่มต้นอำนวยความสะดวกตั้งแต่ชายแดนไทยกัมพูชา ที่ด่านช่องจอม โดยจะมีช่องทางข้ามแดนพิเศษ และอำนวยความสะดวกด้านช่องทางข้ามแดนเพิ่มขึ้น ว่าจะเข้ามารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลสุรินทร์ เมื่อมาถึงโรงพยาบาลก็สามารถใช้ช่องทางบริการพิเศษ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก ทั้งเรื่องชี้แจงแพ็กเกจการรักษา ราคา โดยสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษากัมพูชา และภาษาอังกฤษ เมื่อรักษาเสร็จก็สามารถต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวใน จ.สุรินทร์ ครบวงจร

ทั้งนี้ นพ.ธงชัย บอกว่า ค่ารักษาจะต้องแพงกว่าคนไทยพอสมควร เพราะชาวต่างชาติไม่ได้เสียภาษีให้ประเทศไทย โดยอาจจะบวกราว 10-20% แต่มั่นใจว่าถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชนระดับพรีเมียมในกรุงเทพฯ แน่นอน พร้อมกับยกตัวอย่างการตรวจร่างกาย ที่เราจะคิดค่าใช้จ่ายราว 8,000-1.2 หมื่นบาท แต่เมื่อตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนระดับพรีเมียม จะคิด 1.8-2.4 หมื่นบาท นักธุรกิจกัมพูชาก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปใช้บริการในโรงพยาบาลเอกชนหรูๆ ในกรุงเทพฯ เพราะที่ จ.สุรินทร์ เองก็มีเครื่องมือเพียบพร้อมไม่ต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ ยืนยันว่า หมออีกคนที่ไม่ได้ตรวจผู้ป่วยนอกตามปกติต้องเข้ามาเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนเพิ่ม ส่วนใครที่ตรวจคนไทยอยู่แล้วก็ทำเฉพาะคนไทย ยกตัวอย่างเช่น ให้โรงพยาบาลชายแดนเปิดคลินิกเฉพาะทางในเวลาราชการ โดยให้แพทย์และพยาบาลได้ค่าตรวจด้วย หลังจากที่เขาทำงานในระบบปกติเรียบร้อยแล้ว

“ถ้าหมอคนนี้ควรตรวจผู้ป่วยนอกอาทิตย์ละ 2 วัน ผ่าตัดอาทิตย์ละ 1 วัน หากทำเต็มที่แล้วว่าได้มาตรฐานดี ก็ควรมีโอกาสเปิดคลินิก ที่ทั้งคนไทยและคนต่างชาติก็เข้ามาตรวจได้ ก็จะทำให้การดำเนินงานราบรื่นขึ้น ภักดีกับโรงพยาบาลรัฐ ไม่สมองไหลไปเอกชน”

ขณะที่ นพ.ประดิษฐ กล่าวว่า เมดิคัลฮับของโรงพยาบาลรัฐยังไม่ได้มองไปไกลถึงการแข่งขันกับโรงพยาบาลเอกชน แต่คงเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนมากกว่า อย่างไรก็ตาม เห็นด้วยว่าโรงพยาบาลสุรินทร์ควรเป็นศูนย์กลางของการรักษาพยาบาลระหว่างไทยและกัมพูชา โดยสามารถประสานความร่วมมือเพื่อป้องกันโรคติดต่อ ถ่ายทอดข้อมูล และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างแพทย์ พยาบาล ของทั้งสองประเทศ

ส่วนการผลิตแพทย์เพิ่มนั้น ยังไม่ต้องกังวล เพราะกระทรวงสาธารณสุขวางแผนผลิตเพิ่มจาก 1,000 คน ให้มากขึ้นเป็นอย่างน้อย 2,800-3,000 คนอยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็ได้จัดทำข้อตกลงอาเซียนในเรื่องคุณสมบัติทางวิชาชีพในประชาคมอาเซียน เพื่ออำนวยความสะดวกในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของบุคลากรด้านสุขภาพ โดยขณะนี้ได้ลงนามแล้ว 3 สาขาวิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ และพยาบาล

ในอนาคตอันใกล้นี้จึงน่าจับตาว่าเมดิคัลฮับ “สุรินทร์โมเดล” จะได้รับการขานรับจากกระทรวงสาธารณสุข และถูกขยายไปยังโรงพยาบาลรัฐอื่นๆ ต่อไปหรือไม่

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด ลีดส์ พบ แมนยู ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก วันนี้ 18 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด ลีดส์ พบ แมนยู ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก วันนี้ 18 ต.ค.69