
เลือกมีงานทำชัวร์กว่าคณะฮิต
8...ธเนศน์ นุ่นมัน
หลังจากสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สอท.) แจ้งปิดรับสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง หรือแอดมิชชัน เมื่อ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา มียอดผู้สมัครทั้งสิ้น 101,719 คน แต่จะสรุปอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 เม.ย. อีกครั้ง
ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในฐานะนายก สอท. ได้อธิบายว่า ในปีนี้คาดว่ายอดผู้สมัครและชำระเงินน้อยกว่าปีการศึกษา 2552 โดยมียอดผู้สมัครประมาณ 1.2 แสนคน หรือลดลงประมาณ 10% ทางที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ทปอ.) วิเคราะห์กันเมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมาถึงสาเหตุ ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าน่าจะมาจากปัญหาที่เชื่อมโยงกัน
เริ่มจากในปีนี้ถือเป็นปีแรกที่เปลี่ยนสัดส่วนคะแนนที่ใช้สมัคร โดยมีการใช้คะแนนจากการทดสอบวัดความถนัดทั่วไป (GAT) และการทดสอบความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ (PAT) แทนคะแนนจากผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นสูง (ANET) และเนื่องจากเป็นปีแรก จึงถือเป็นเรื่องใหม่ที่ยังต้องรอการทำความเข้าใจเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นจากมหาวิทยาลัยต่างๆ
การขาดความเชื่อมั่นในเรื่องดังกล่าว แม้จะยังขาดหลักฐานที่ชัดเจน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนที่ทำให้หลายมหาวิทยาลัยหลีกเลี่ยงด้วยการหันไปใช้วิธีรับตรงมากขึ้นเพื่อให้ได้นักศึกษาที่มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ
นอกจากนี้ ข้อมูลตัวเลขการรับตรงของมหาวิทยาลัยรัฐ 24 แห่งทั่วประเทศปีนี้ พบว่ามีการรับนักศึกษาผ่านระบบรับตรง 5.6 หมื่นคน รับในระบบกลางประมาณ 6 หมื่นคน ขณะที่จำนวนนักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาในปีที่ผ่านมากับปีล่าสุดนั้นมีจำนวนเท่าๆ กัน
อีกทั้งการใช้คะแนน GATPAT เป็นสัดส่วน ยังส่งผลกระทบไปถึงนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในแต่ละมหาวิทยาลัยที่ต้องการออกมาสอบใหม่เข้าคณะอื่นๆ หรือมหาวิทยาลัยอื่น หรือที่เรียกว่าเด็กซิ่ว ซึ่งในกลุ่มนี้เดิมเคยใช้คะแนนเอเน็ตเข้าเรียน การเปลี่ยนสัดส่วน ทำให้พวกเขาไม่สามารถสมัครแอดมิชชันกลางปีนี้ได้ แต่เด็กกลุ่มดังกล่าวก็สามารถเปลี่ยนที่เรียนด้วยการสมัครในระบบรับตรงได้
อีกประการหนึ่งก็คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ที่ผู้ปกครองจำนวนมากรับมือมาตั้งแต่เริ่มมีวิกฤต รวมถึงที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ จึงมีผลต่อการตัดสินใจเข้าเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น นักเรียนหลายคนเลือกเรียนมหาวิทยาลัยเปิด หรือเลือกเรียนในภาคพิเศษ ภาคค่ำ หรือเรียนในวันเสาร์อาทิตย์ เพื่อจะได้เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย
“
ในขณะนี้ ทปอ.ได้ทราบข้อมูลว่าปีนี้คณะและสาขาวิชาที่มีผู้สนใจสมัครเข้าเรียนมากที่สุด 3 อันดับ คือ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อัตราการแข่งขันในการคัดเลือกประมาณ 71 ต่อ 1 คน คณะสังคมศาสตร์ สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประมาณ 70 ต่อ 1 คน และคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประมาณ 48 ต่อ 1 คน โดยมีคณะหรือสาขาวิชาที่ไม่มีผู้เลือกเลยประมาณ 520 รหัสโดยรหัสดังกล่าวระบุว่า ผู้สมัครต้องสอบวิชาภาษาต่างประเทศที่นอกเหนือไปจากภาษาอังกฤษ เช่น ภาษาบาลี ภาษารัสเซีย ซึ่งน่าจะเป็นเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการตัดสินใจสมัคร
” นายก สอท. ระบุสรุปได้กว้างๆ ว่า คณะวิชาซึ่งได้รับความสนใจสมัครเข้าเรียนส่วนใหญ่ยังคงเป็นคณะที่นักศึกษามั่นใจว่าจบแล้วมีงานทำแน่นอน และเป็นคณะที่สมัครแล้วมีโอกาสได้ที่นั่งเรียน แม้จะสำรวจคะแนนที่มีอยู่ตอนนี้แล้วพบว่าน่าจะเลือกคณะอื่นๆ ที่คะแนนสูงกว่าได้
ทั้งนี้ หลังจากได้จำนวนตัวเลขและรายละเอียดชัดเจน ทาง ทปอ. จะนำข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อสรุปสาเหตุต่อไป







