
แผนปฏิรูปแบบจีนต้องควบคุมถึงจะเอาอยู่
มมองเห็นเค้าลางของเมฆทะมึนมาแต่ไกล เมื่อข้อมูลจากหลายสถาบันชี้ให้เห็นว่า ปริมาณหนี้ของประเทศจีน ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคครัวเรือน
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เริ่มมองเห็นเค้าลางของเมฆทะมึนมาแต่ไกล เมื่อข้อมูลจากหลายสถาบันชี้ให้เห็นว่า ปริมาณหนี้ของประเทศจีน ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคครัวเรือน กำลังเพิ่มพูนทับถมทวีคูณมากขึ้นและในอัตราที่รวดเร็วจนน่าตกใจ
ขณะเดียวกัน ปัญหาหนี้มหาศาลของจีนยังมาพร้อมกับสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศที่การเติบโตในปัจจุบันอยู่ในภาวะชะลอตัวช้าลงจนน่าวิตก โดยแม้เศรษฐกิจจีนจะยังสามารถเติบโตได้ในระดับหนึ่ง แต่อัตราความเร็วของการขยายตัวเชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีก่อนหน้านี้
กระทั่งกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักออกโรงเตือนว่าเศรษฐกิจของจีนมีแนวโน้มจะสะดุดล้มได้ง่ายๆ หากไม่เร่งแก้ไขดำเนินการได้อย่างทันท่วงที ซึ่งกลายเป็นที่มาของแผนการปฏิรูปที่รัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ผู้นำคนใหม่พยายามตอกย้ำความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงและเร่งเดินหน้าผลักดันตามแนวนโยบายที่กำหนดไว้
ไล่เรียงตั้งแต่การเปลี่ยนแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนจากภาคการส่งออกไปเป็นกำลังผลักดันจากการบริโภคภายในประเทศ การปล่อยอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินหยวนให้เป็นไปตามกลไกตลาด การเปิดเสรีทางการค้าลดการผูกขาด และผ่อนคลายนโยบายคุมเข้มทางการเงิน
อย่างไรก็ตาม แม้แนวทางข้างต้นจะได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย เนื่องจากเห็นว่าจะช่วยให้จีนสามารถเติบโตได้อย่างยาวนานและยั่งยืน แต่กระนั้น นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งกลับอดรู้สึกตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่า บางนโยบาย บางมาตรการของจีนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอาจไม่จำเป็นต้องปรับหรือยุติการใช้แต่อย่างใด
เหตุผลเพราะเป็นแนวทางบริหารเหล่านั้นที่ช่วยให้จีนยังสามารถคงเสถียรภาพเศรษฐกิจและเอาตัวรอดจากวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ มาได้หลายต่อหลายครั้ง
ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์แทบทุกสำนักยอมรับตรงกันว่า จีนในขณะนี้จำเป็นต้องควบคุมระดับหนี้ของตนเอง และเพลามือจากการโหมปล่อยกู้เพื่อกระตุ้นลงทุน โดยข้อมูลของ มอร์แกน สแตนลีย์ ชี้ให้เห็นแล้วว่า นับตั้งแต่วิกฤตการเงินในปี 2551 นโยบายทุ่มไม่อั้นทำให้หนี้ทั้งหมดของจีนปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจาก 150% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) มาอยู่ที่กว่า 220% ต่อจีดีพีในปัจจุบัน ซึ่งเป็นระดับหนี้ที่มหาศาลที่อาจส่งผลคุกคามเศรษฐกิจจีนได้ทุกเมื่อ
หรือพูดให้เข้าใจง่ายขึ้น นักวิเคราะห์จากไฟแนนเชียล ไทม์ส อธิบายว่า หากให้นักลงทุนเลือกลงทุน ระดับหนี้จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณา ซึ่งถ้ามีหนี้สินล้นพ้นตัว นักลงทุนที่ไหนก็ไม่กล้าลงทุน ซ้ำร้ายอาจจะเร่งหาทางถอนทุนกลับก่อนที่จะเจ็บตัว
แต่ทว่าผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่ง รวมถึง ชาร์ลส์ สตุคค์ หัวหน้าแผนกการลงทุนของบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนกุ๊กเกนไฮม์ อินเวสต์เมนท์ แอดไวเซอร์ กลับมองว่า นักวิเคราะห์เหล่านั้นปริวิตกเกินกว่าเหตุ เนื่องจากมองข้ามข้อเท็จจริง 2 ประการของประเทศจีนที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน
ประการแรกคือ รัฐบาลจีนยังคุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในระบบการเงินของตนเอง ทั้งนโยบายการเงินทั่วไป นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน และนโยบายเรื่องเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ขณะที่ประการที่สองคือ รัฐบาลจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจที่มีอิทธิพลต่อประเทศขนาดเล็กกว่า ซึ่งช่วยให้การเอ่ยปากของจีนแต่ละครั้งมีความหมายและมีน้ำหนักมากพอที่รัฐบาลหลายประเทศต้องยอมและต้องฟัง
หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ในขณะที่หลายประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียกำลังซวนเซสั่นคลอนจากแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติจนแทบจะยืนไม่ได้ จีนดูจะเป็นหนึ่งเดียวของภูมิภาคที่แม้จะเผชิญปัญหาคล้ายกัน แถมตกอยู่ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจซบเหมือนกัน แต่ก็ยังคงทรงตัวได้ดีอยู่ ยืนยันได้จากดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ปรับตัวขึ้นราว 5.2% นับเป็นผลการซื้อขายที่ดีที่สุดในเอเชีย
สถานการณ์ข้างต้นถือเป็นผลลัพธ์จากนโยบายคุมเข้มเศรษฐกิจและการเงินของจีน ซึ่งทำให้กระแสทุนต่างชาติไหลเข้ามาภายในแดนมังกรแห่งนี้ได้ยากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ทั้งโลกล้นท่วมไปด้วยเงินจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) กับธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)
ดังนั้น เมื่อเฟดส่งสัญญาณชัดเจนที่จะชะลอการใช้คิวอี จนนักลงทุนแห่ขนเงินกลับไปหาสหรัฐ จีนจึงไม่ค่อยจะได้รับผลกระทบโดยตรงมากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น อินโดนีเซียและอินเดีย ยกเว้นแต่ผลกระทบทางอ้อมที่เมื่อประเทศในเอเชียขาดเสถียรภาพทำให้ความต้องการบริโภคสินค้าลดลงจนกระเทือนต่อภาคการส่งออกของจีน
เหลียง ไหว่ ฮุง ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนในหุ้นของนิกโกะ แอสเซ็ท แมเนจเมนต์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์และนักลงทุนส่วนใหญ่วิตกกับการเติบโตที่ช้าลงของจีน แต่ขณะนี้ อินเดียกับอินโดนีเซียต่างหากที่กลายเป็นปัญหาน่าวิตกมากกว่า ขณะที่จีนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าปัจจัยภายนอกไม่มีผลที่จะทำให้เศรษฐกิจจีนเกิดสภาวะช็อกได้ง่ายๆ
ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ เจีย เหลียง เลียน ผู้จัดการพอร์ตลงทุนของเวสเทิร์น แอสเซ็ท แมเนจเมนต์ และกอร์ดอน สุ่ย รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการลงทุนของฮั่งเส็ง อินเวสต์เมนต์ ที่เห็นตรงกันว่าแนวทางคุมเข้มเศรษฐกิจและการเงินของรัฐบาลทำให้จีนกลายเป็นชาติที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ แม้รอบข้างจะซวนเซ
ทั้งนี้ รัฐบาลจีนยังคงยึดมั่นกับนโยบายควบคุมค่าเงินหยวน ที่ค่อยๆ ทยอยปล่อยให้สกุลเงินแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนยกเครื่องเศรษฐกิจประเทศ โดยจนถึงขณะนี้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น 1.7% ต่อเหรียญสหรัฐ และเป็นสกุลเงินเดียวในเอเชียที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ
ขณะเดียวกัน การควบคุมที่รัฐมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทำให้การบริหารจัดการในยามที่ประสบปัญหาภาวะต่างๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว สะดวกและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการลงมือทำยามที่เกิดวิกฤต
สำหรับปัจจัยประการต่อมาก็คือ สถานะความเป็นชาติมหาอำนาจของจีน ซึ่งชาร์ลส์ สตุคค์ ระบุว่าเป็นสิ่งที่ทำให้จีนมีอำนาจต่อรองที่ประเทศอื่นๆ ไม่มี ดังนั้น นักลงทุนจึงไม่สามารถมองจีนในมุมมองเดียวกับที่มองประเทศอื่น เช่น สเปนหรืออิตาลีได้
เหตุผลเพราะขณะที่สเปนหรืออิตาลีต้องรับฟังและขอความช่วยเหลือจากภายนอก แต่จีนใหญ่พอที่ทุกคนต้องฟัง เห็นได้จากเมื่อจีนเอ่ยว่าจีนจัดการหนี้ของตนเองได้ แม้จะยังกังขาแต่นักลงทุนก็ยังยอมนิ่งและรอดูท่าที
แน่นอนว่า แม้พื้นฐานทางเศรษฐกิจของจีนยังคงน่าเคลือบแคลงในสายตาของนักลงทุนไม่มากก็น้อย แต่กระนั้น สถานะอำนาจของจีนที่พ่วงด้วยการเป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งเกือบทุกประเทศในเอเชียแซงหน้าสหรัฐ ทำให้ไม่ใช่เรื่องยากที่จีนจะเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก และค่อยๆ ฟื้นกลับขึ้นมาอีกครั้ง
ยืนยันได้จากตัวเลขการเติบโตของจีดีพีเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่แสดงให้เห็นว่าจีนเริ่มกลับมามีเสถียรภาพอีกครั้งจนรัฐบาลแดนมังกรสามารถกล่าวอย่างเชื่อมั่นว่าจีนจะสามารถโตตามเป้าที่ตั้งไว้ 7.5% ในปีนี้อย่างแน่นอน
ทั้งนี้ แม้หลายฝ่ายจะเห็นตรงกันว่าการยกเครื่องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนคือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด รวมถึงการเปิดเสรีในหลายๆ ด้าน แต่ท้ายที่สุดแล้ว การปล่อยให้ทุกอย่างเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดโดยไม่ควบคุม อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนก็เป็นได้







