
การเติบโต การบอกเล่าสิ่งที่อยู่ในใจ
เพื่อนร่วมงานทำเอกสารไม่เรียบร้อยมีข้อผิดพลาดในข้อมูล เราเตือนและแจ้งความผิดพลาดนั้น แต่ปฏิกิริยาที่ได้รับคือความผิดพลาดนั้นก็ยังคงอยู่
“เพื่อนร่วมงานทำเอกสารไม่เรียบร้อยมีข้อผิดพลาดในข้อมูล เราเตือนและแจ้งความผิดพลาดนั้น แต่ปฏิกิริยาที่ได้รับคือความผิดพลาดนั้นก็ยังคงอยู่ รวมถึงได้คำตอบกลับมาในทำนองว่า “เอกสารไม่สำคัญ ไม่ต้องซีเรียสก็ได้”
ในการประชุมเพื่อทบทวนและสรุปบทเรียนการทำงานที่ผ่านมา ระหว่างพูดคุยแลกเปลี่ยน วงสนทนาค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นการตอบโต้มากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดเวลาก็ล่วงเลยและหมดไปกับการใช้เวลาเพื่ออธิบายความผิดพลาดนั้น จนในที่สุดก็ไม่มีข้อสรุปใดเกิดขึ้นพร้อมกับความขุ่นมัวในความรู้สึก
ในบริบทชีวิตครอบครัว ชีวิตการงาน การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นย่อมต้องเผชิญกับภาวะอึดอัดคับข้อง ไม่ชอบใจในพฤติกรรม คำพูดรวมถึงความคิด ความเชื่อบางประการของคนใกล้ตัว สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติ เราไม่ชอบใจที่อีกฝ่ายเสียงดัง กระทำแบบนี้หรือแบบนั้น (ซึ่งต่างจากสิ่งที่เราต้องการ) ขณะเดียวกันเราก็รู้สึกยากลำบากใจกับการบอกเล่าความในใจ จะสื่อสารอย่างไรดี เพราะหวั่นเกรงผลกระทบที่มีต่อความสัมพันธ์และความรู้สึกของอีกฝ่าย กระนั่นเราก็รู้สึกอึดอัด ทุกข์ทรมานกับสิ่งที่ต้องประสบไม่ชอบใจในการกระทำของคนใกล้ชิด
หลายคนเลือกที่จะพยายามมองข้าม ละเลยปล่อยผ่าน หลายคนเลือกที่จะปะทะตอบโต้สิ่งสำคัญเบื้องต้นคือ การสำรวจเจตนาและทบทวนกับแรงจูงใจที่ซ่อนอยู่ในตัวเราว่าเรามีเจตนา ความตั้งใจอย่างไรแน่ในการบอกเล่าความในใจ บอกเล่าเสียงตอบรับจากสิ่งที่ประสบ (Feedback) สิ่งที่มักเกิดขึ้น คือ ความไม่ตระหนักรู้ ไม่ได้สำรวจเจตนาและแรงจูงใจที่ซ่อนอยู่ ความอึดอัด ความไม่ชอบใจทำให้ท่าทีการตอบรับ บอกเล่าความในใจมักปะปนด้วยเสียงตัดสิน วิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงอารมณ์เชิงลบ บ่นว่า ตำหนิ ฯลฯ แม้เจตนาที่ดีเพื่อแนะนำ สอน แต่ท่าทีที่แฝงอารมณ์เชิงลบก็ทำให้เป็นเรื่องยากในการรับฟัง หรือเปิดรับเจตนาดีนั้น หรือหากว่าเราเลือกนิ่งเฉย ก็หมายถึงการเสียโอกาสเรียนรู้และปรับปรุงแก้ไขในเสียงสะท้อนตอบรับนั้นๆ และที่สำคัญกว่านั้นการเลือกนิ่งเงียบทั้งที่อึดอัดคับข้องใจก็เป็นลักษณะของความไม่ซื่อตรงกับตนเอง
การบอกความในใจ การบอกเล่าเสียงสะท้อนจากความคิดนึกรู้สึกของเราให้อีกฝ่ายรับรู้ จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่เราทุกคนเรียนรู้ได้ เริ่มต้นที่ 1) การสำรวจเจตนา ความตั้งใจ ในที่นี้จึงรวมถึงการดูแลจัดการอารมณ์ความรู้สึกของตนเองด้วยการรู้เท่าทันอารมณ์ ยิ่งปฏิกิริยาเชิงลบ ผิดหวัง เสียใจ โกรธ ฯลฯ มีพลังรุนแรง การให้การยอมรับและความเข้าใจตนเองจึงเป็นการงานสำคัญเบื้องต้นที่เราจำเป็นต้องทำงานกับตนเอง มิเช่นนั้นการบอกเล่าความในใจจะเป็นเพียงการระบายอารมณ์เชิงลบเท่านั้น 2) การให้ข้อสังเกตเชิงประจักษ์ข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นมีความสำคัญในฐานะข้อมูล และความเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้ก็ทำให้ทุกฝ่าย รวมถึงคู่กรณีสามารถรับฟังโดยไม่ต้องปกป้องตัวตน ไม่ถูกตัดสินหรือประเมินค่า อีกทั้งช่วยให้ทุกฝ่ายได้มีความชัดเจนว่า อะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นและพึงเกิดขึ้น
3) การทบทวนความสำคัญ นี่คือขั้นตอนเพื่อให้คู่กรณีได้เข้าใจถึงความสำคัญของเรื่องราว เจตนา และผลกระทบที่เกิดขึ้น อีกทั้งตนเองก็ได้ทบทวนถึงการให้ความสำคัญในเรื่องนี้กับตนเอง หลายคนมาพบภายหลังจากเมื่อเกิดเหตุการณ์ว่าตนให้ความสำคัญ การบอกเล่าถึงความเป็นมาในความสำคัญช่วยให้เกิดความเข้าใจใหม่ในทั้งสองฝ่าย 4) การให้ข้อเสนอเชิงรูปธรรม ข้อเสนอนี้ช่วยให้ทุกฝ่ายได้ทำความเข้าใจและชัดเจนในสภาพที่ต้องการ รูปธรรมการกระทำที่ต้องการให้เกิดขึ้น หลายครั้งที่การให้ผลตอบกลับหรือข้อเสนอแนะมีลักษณะนามธรรม หรือบอกกล่าวด้านที่ไม่ต้องการ โดยไม่สื่อสารสภาพที่ต้องการสร้างความยุ่งยากและอึดอัดในตัวผู้รับเสียงสะท้อน
5) การเปิดรับการสนทนาแลกเปลี่ยน แน่นอนว่าการให้คำอธิบายกับเรื่องความสำคัญเป็นมุมมองของฝ่ายหนึ่งและการที่เราบอกเล่าข้อมูลเชิงสะท้อนกลับ อีกฝ่ายก็สามารถมีมุมมองที่ให้ความสำคัญในอีกด้านหรือด้านเดียวกันก็ได้ และสามารถมีข้อมูลสะท้อนกลับได้ด้วยเช่นกัน หัวใจสำคัญคือ การได้รับฟัง การได้สื่อสารสนทนาแลกเปลี่ยนความเข้าใจระหว่างมุมมองต่อกัน รวมถึงการรู้เท่าทันในอารมณ์ปฏิกิริยาของตนเองเป็นสิ่งสำคัญของการรับและให้ความเข้าใจระหว่างกัน การมีความชัดเจนในเจตนา ความตั้งใจที่อยู่เบื้องหลังเสียงสะท้อน การให้ข้อสังเกตเชิงประจักษ์ ข้อเสนอแนะเชิงรูปธรรม ทั้งหมดคือสภาพแวดล้อมของการสื่อสารรับฟังเสียงสะท้อน เสียงตอบรับระหว่างกัน
ข้างต้นคือ หลักการที่ช่วยเราให้สามารถสื่อสารบอกความในใจ บอกกล่าวมุมมอง ความต้องการ ความคิดเห็นของเราให้อีกฝ่ายได้รับรู้ แต่หลักการก็คือหลักการ ในทางปฏิบัติหลายคนพบว่ามันไม่ง่ายเลยในการบอกล่าวความรู้สึก ความต้องการ อุปสรรคสำคัญคือ ความกลัวไปล่วงหน้าในสิ่งเลวร้าย กลัวถูกปฏิเสธ กลัวความขัดแย้ง ฯลฯ หรือความโกรธเคือง ความเกลียดชังมากเกินจนไม่ต้องการสานสัมพันธ์ ดังนั้นในความสัมพันธ์นี้จึงเปรียบเหมือนสะพานที่มีความแข็งแรง หรือความคลอนแคลนขึ้นกับวัสดุและคุณภาพการก่อสร้าง มันเป็นไม้ไผ่ คอนกรีต ฯลฯ หลายคนเริ่มความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ แต่ค่อยๆ ผุกร่อนเพราะสะสมความไม่ชอบใจ และไม่มีการสื่อสารเพื่อซ่อมแซมสะพานความสัมพันธ์นั้น ในที่สุดก็ผุกร่อน เครื่องมือสื่อสารนี้จึงช่วยให้เราสามารถซ่อมแซมสะพานความสัมพันธ์ให้คืนแข็งแรงและมั่นคงได้เรื่อยๆ
ทั้งหมดเริ่มต้นด้วยการฝึกหัด ฝึกฝนด้วยตนเอง แบบฝึกหัดสำคัญคือ การได้เข้าไปสำรวจความคิด ความรู้สึก เจตนาแรงจูงใจภายในของตนเองมันคืออะไร เป็นอย่างไร ฝึกหัดการทำความเข้าใจและบอกกล่าวถึงความรู้สึก ความต้องการในใจเรา แยกแยะระหว่างคำตัดสิน การตีความกับการสังเกตในเชิงข้อมูล พร้อมกับการสื่อสาร แบบฝึกหัดที่เป็นพื้นฐานและจำเป็นต้องฝึกหัดตลอดเวลาคือ การรับฟัง รับฟังอย่างไรที่อิสระได้กับคำตัดสิน กับการตีความของผู้พูด โดยไม่เอาตัวตนของเราในฐานะผู้รับฟังมาเป็นคู่กรณีด้วย
ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่เปราะบาง การสื่อสารบอกความในใจ คือเวทีฝึกหัดของการปฏิบัติธรรม การภาวนาไปในตัว ในฐานะเครื่องมือฝึกหัดการเรียนรู้สื่อสารที่กอปรด้วยสติ ความตระหนักรู้ การเท่าทันตนเอง และสร้างมิตรภาพสานสัมพันธ์ที่ดี ก้าวข้ามอคติ มีมิตรไมตรีกับคู่สนทนา







