
เอาควายไปใส่ตุ่ม
ชื่อเรื่องบทความวันนี้เป็นคำพูดของนายสมัคร สุนทรเวช นักการเมืองเลื่องชื่อที่เพิ่งล่วงลับเมื่อ พ.ศ. 2552 ที่พูดไว้เมื่อ พ.ศ. 2526
ชื่อเรื่องบทความวันนี้เป็นคำพูดของนายสมัคร สุนทรเวช นักการเมืองเลื่องชื่อที่เพิ่งล่วงลับเมื่อ พ.ศ. 2552 ที่พูดไว้เมื่อ พ.ศ. 2526 ครั้งที่แกเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในปัญหาที่มีม็อบมาประท้วงและเรียกร้องในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ซึ่งแกก็ได้ตอบไปอย่างเผ็ดร้อนดังกล่าว
ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีถ้อยคำฟุ่มเฟือยมาก คือ สามารถที่จะแตกหน่อคิดคำใหม่ๆ ขึ้นมาไม่รู้สิ้นสุด อย่างคุณสมัคร สุนทรเวช แทนที่แกจะพูดว่า “ให้น้ำท่วมหลังเป็ด ปัญหานี้ก็แก้ไม่ได้” แกกลับประดิษฐ์คำใหม่ว่า “สิ่งที่พวกคุณขอมา เหมือนเอาควายไปใส่ตุ่ม” ซึ่งก็มีความหมายอย่างเดียวกัน คือ มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้ และถ้าทำไปก็แปลกประหลาด น่าหัวเราะ เพราะควายตัวใหญ่กว่าตุ่ม และยิ่งพยายามก็ยิ่งพะอืดพะอม ที่สุดตุ่มก็จะแตก???
ทำให้นึกถึงสิ่งที่รัฐบาลนายกฯ คนสวยพยายามจะทำกับการช่วยเหลือเกษตรกร อย่างกรณี “นโยบาย 2 มาตรฐาน” ในสินค้าเกษตรระหว่าง “ข้าว” กับ “ยางพารา”
เพื่อนของผู้เขียนคนหนึ่งที่เผอิญเข้าไปเป็นสต๊าฟของทีม “Campaign 2011” ของพรรคเพื่อไทยในคราวเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 แอบมาเล่าให้ฟังว่า ในการประชุมของทีมวางแผนเลือกตั้งคณะนี้ ครั้งหนึ่งมีจอมยุทธ์ผูกหูกระต่ายลุกขึ้นนำเสนอว่า นายใหญ่ ณ ดูไบ กำชับให้ “กวาดต้อน” ทุกคะแนนเสียงให้มาเลือกพรรคเพื่อไทย เพราะจากความผิดพลาดในคราวม็อบเสื้อแดง 2553 ต้องแพ้ย่อยยับ สมควรที่จะสร้าง “ความหวังใหม่” ให้กับคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ให้หันมาสนับสนุนพรรคไทยรักไทย อันเป็นที่มาของนโยบายในการเอาใจชาวนาด้วยการประเคนเงินให้ตันละ 15,000 บาท ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนั้น
ตอนที่จอมยุทธ์หน้าสิว (บ้างก็ว่าเคยเป็นไข้ทรพิษ) มานำเสนอก็ให้เหตุผลน่าเชื่อถือ โดยคาดว่าในระยะ 23 ปีนี้ (ระหว่าง 25542556) ผลผลิตการเกษตรของโลกน่าจะมีปัญหา ธัญพืชคือพืชที่มีแป้งที่ใช้บริโภคทั้งหลายจะมีปริมาณลดลง เนื่องจากสภาพภูมิอากาศของโลกจะแห้งแล้ง ข้าวจะมีราคาแพง และประเทศทั้งหลายจะแย่งกันซื้อข้าว แถมยังท้าทายให้ฝันไปอีกด้วยว่า การที่พรรคเพื่อไทยจะคุมประเทศไทยให้ได้ทั้งหมดนั้น จำเป็นจะต้องคุมธุรกิจการค้าข้าวนี้ให้ได้ด้วย โดยอ้างข้อมูลว่ากลุ่มทุนค้าข้าวในประเทศไทยนี้ก็คือ “อำมาตย์” ได้แก่ ขุนนางเก่า กลุ่มใกล้ชิดสถาบัน ที่เป็นปฏิปักษ์กับนายใหญ่และพรรคเพื่อไทย รวมทั้งกลุ่มคนในฟากฝ่ายประชาธิปัตย์ คือ พวกหวั่งหลีและล่ำซำ ที่เป็นพ่อค้าข้าวมาตั้งแต่ยุคบุกเบิก นโยบายการรับจำนำข้าวเปลือกจะเป็นการเข้ายึดหัวหาดของการค้าข้าวและวางรากฐานใหม่ให้แก่กลุ่มทุนของพรรคเพื่อไทย พร้อมกับเป็นการเตือนกลุ่มทุนอื่นๆ ที่ยังไม่เข้าด้วยหรือสนับสนุนพรรคเพื่อไทยด้วยว่า จะมีอันเป็นไปเฉกเช่นกับกลุ่มทุนค้าข้าวนี้
ครับ ยิงนกทีเดียวได้เป็ดอีกฝูง!
แต่ว่าจอมยุทธ์หน้าผิวดวงจันทร์ “คิดสั้น” เกินไป เพราะขาดความรู้ว่า “พืชการเมือง” ในประเทศไทยไม่ได้มีเฉพาะข้าว ยังมียางพารา อ้อย มันสำปะหลัง (และอื่นๆ อีกมาก อย่างที่ไม่น่าเป็น เช่น กระเทียม ลำไย ฯลฯ) เพราะถ้าจะคิดให้ครบวงจรก็จะต้องมองไปที่พืชเกษตรพวกนี้ด้วย อีกอย่างหนึ่งความที่แกเคยเป็นแต่ “ปัญญาชนห้องแอร์” บริโภคแต่น้ำองุ่นหมักขวดละหลายพันหลายหมื่น ไม่เคยดื่มสาโทและกระแช่ (อันเป็นสุราของเกษตรกร) จอกละ 5 บาท 10 บาท ที่จะต้องรู้ว่าเดี๋ยวนี้เกษตรกรไทยกำลังเปลี่ยนไปทำการเกษตรแบบ “ไร่นาผสมผสาน” มีการเพาะปลูกพืชหลายชนิดในพื้นที่ ดังนั้นในเกษตรกรคนเดียวกันอาจจะมีหลายสถานภาพ และนี่คือที่มาของการต่อสู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด จากเกษตรกรคนเดียวกันแต่มีปัญหาในพืชหลากหลายชนิด
ผู้เขียนเป็นคนภาคอีสาน สมัยก่อนเขาจะปลูกข้าวเป็นหลัก ช่วงนี้เป็นเดือน 8 เดือน 9 เป็นฤดูทำนา ดำนาเสร็จฝนจะมาก มรสุมเข้ามาหลายลูก น้ำท่วมบ่าไหล ปลาใหญ่น้อยร่าเริง ชาวนาก็จะซ่อมคันนา วางไซวางลอบตามทางน้ำไหลได้ปลาต่างๆ มากมาย เอามาทำปลาแห้งส่วนหนึ่ง ปลาร้า ปลาจ่อม ปลาเจ่าส่วนหนึ่ง พอเดือน 10 เดือน 11 ฝนซาน้ำทรงนิ่งใส ข้าวแตกกอตั้งท้องออกรวง เป็นหน้าวางเบ็ดและขุดหลุมล่อปลา ปลาหน้านี้เนื้อแน่นหวานมันตัวโต เพราะได้อาหารที่พัดมาค้างในลุ่มนาในคราวมรสุม ช่วงนี้ฝนจะหยุด น้ำจะแห้งนา เดือน 12 ข้าวเปลี่ยนสีเป็นทองเต็มทุ่ง เดือนอ้ายเดือนยี่เก็บเกี่ยวแล้วเด็กๆ ไล่เป็ดลงไปเล็มกินข้าวเมล็ดร่วง ผืนนายังมีความชื้นอยู่มากถูกพลิกเป็นแปลงผัก อากาศหนาวเย็น เด็กๆ เอาฟางข้าวมาทำเป็นกระท่อมลอมฟาง กลางคืนนอนเฝ้าข้าว นอนดูดาวเต็มท้องฟ้า ผีพุ่งใต้หรือฝนดาวตกมีให้มองจนเบื่อ
ทุกวันนี้ชาวนาในภาคอีสานต้องปลูกพืชหลายชนิด แต่ก่อนก็ปลูกมันสำปะหลังแซมไว้ที่ปลายนา เดี๋ยวนี้พอเห็นว่ายางพารามีราคาดีก็เอามาปลูกแซมตามคันนาหรือลงไปในแปลงนาเสียเลย เช่นเดียวกันกับที่ภาคใต้ ชาวนาจำนวนมากก็หันมาปลูกยางลงไปในนาข้าวที่ผลผลิตตกต่ำ หรือไม่ก็ปลูกปาล์มน้ำมันกันเต็มทุ่งเต็มท่า ซึ่งเมื่อช่วงต้นปีนี้ผู้เขียนลงไปสอนหลักสูตรกำนันผู้ใหญ่บ้าน (ชื่อเป็นทางการว่า โครงการความร่วมมือระหว่างกรมการปกครองกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อเพิ่มพูนคุณวุฒิให้แก่นักปกครองท้องที่) ที่สงขลาและพัทลุง ลูกศิษย์ได้พาลงพื้นที่จึงได้เห็นสภาพดังกล่าว และลูกศิษย์เหล่านั้นที่ก็เป็นกำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่ในพื้นที่ต่างก็ปรารภเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่ก็เปลี่ยนนาข้าวมาเป็นต้นยางกันเป็นจำนวนมาก ถ้าราคายางตกต่ำจะเปลี่ยนกลับไปปลูกข้าวก็คงไม่ได้ เพราะต้นยางมันใหญ่แล้ว ก็ต้องเสี่ยงๆ กันไป
การต่อสู้ของชาวสวนยางในภาคใต้และในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลมองปัญหาแบบ “แยกส่วน” ทั้งๆ ที่เกษตรกรทั้งหลายในทุกวันนี้เขาเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดหรือวิธีการผลิตที่ต้องปลูกพืชหลายชนิดเพื่อประกันความเสี่ยง และวิธีการต่อสู้เมื่อเจอปัญหา เพราะเป็นปัญหาที่มีรากฐานหรือสาเหตุอย่างเดียวกัน นั่นก็คือ “ความชุ่ย” ในแนวคิดของรัฐบาลอันประกอบด้วยนักการเมืองคิดเอาแต่ประโยชน์เฉพาะหน้าของตน คือ เอาชนะเลือกตั้งและกวาดต้อนคนให้มาลงคะแนนเสียง โดยไม่คำนึงถึงอนาคตของคนเหล่านั้น
แม้ว่ารัฐบาลนี้จะ “เอาควายใส่ตุ่ม” ไม่ได้ แต่ก็ได้ “สร้างตุ่มล้อมควาย” คือ เอาเงินจำนวนมหาศาลมาช่วยชาวนา แต่ทียางพาราทำไมจึงไม่ช่วยแบบเดียวกัน ทั้งที่เป็นคนไทยด้วยกัน และที่สำคัญเป็นเกษตรกรที่ทำไร่ทำนาและปลูกพืชหลายอย่างคล้ายกัน
หรือต้องเอา “ควายการเมือง” บางตัวใส่ตุ่มเสียก่อน







