
ปชป.ซัดปูลำเอียง ช่วยชาวนาทิ้งสวนยาง
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ฝ่ายค้านได้ตั้งกระทู้ถามสดและยื่นญัตติขอให้สภาตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาเรื่องพืชสวนการเกษตรราคาตกต่ำ
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ฝ่ายค้านได้ตั้งกระทู้ถามสดและยื่นญัตติขอให้สภาตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาเรื่องพืชสวนการเกษตรราคาตกต่ำและค่าครองชีพราคาแพง โดยมีการรวมญัตติทำนองเดียวกันทั้ง 12 เรื่องมาพิจารณารวมกัน โดยฝ่ายค้านได้อภิปรายถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ รวมถึงการแก้ไขปัญหายางพารา ซึ่งรัฐบาลลำเอียงดูแลแต่ชาวนา ทิ้งชาวสวนยาง
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานวิปฝ่ายค้าน อภิปรายว่า รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ ทำให้สินค้าเกษตรจำนวนมากราคาตกต่ำ โดยเฉพาะยางพารา รัฐบาลนี้ทำราคาตกเหลือ 60 บาท จะแก้ไขอย่างไร และที่นายกรัฐมนตรีอ้างเรื่องราคาตลาดโลก แต่เมื่อดูเรื่องข้าว รัฐบาลสามารถไปช่วยเหลือทั้งที่ราคาต่ำกว่าตลาดโลก ขณะที่ยางพาราสามารถช่วยเหลือให้สูงกว่าตลาดโลก ทำไมกลับช่วยไม่ได้ อยากถามว่า 2 มาตรฐานหรือไม่
นอกจากนี้ ค่าครองชีพขึ้นไม่หยุด อาทิ ไข่ไก่แพงที่สุดตั้งแต่มีประเทศไทย ตกฟองละ 5 บาท ขณะที่ในห้างสรรพสินค้าราคาไข่ไก่ 7 บาท ก๊าซหุงต้มจะขึ้นราคาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.นี้ ตกกิโลกรัมละ 6 บาท เฉลี่ยถังละ 390 บาท หรือขึ้น 30% ในเวลา 12 เดือนข้างหน้า ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติหรือค่าเอฟทีขึ้นอีก 7.08 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็น15% ค่าทางด่วนขึ้นราคา 510 บาท หรือ 12%จึงอยากบอกรัฐบาลว่าประชาชนและเกษตรกรรายได้ไม่พอกับรายจ่าย และจะส่งผลให้มีหนี้สินครัวเรือนมากขึ้น
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ลุกขึ้นขอชี้แจงทันที ว่า เป็นการดีที่สภามีการพูดคุยแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร รัฐบาลยินดีที่จะรับฟังปัญหา ไม่เคยเลือกปฏิบัติ ส่วนเรื่องข้าวก็อาจจะแก้ไขวิธีหนึ่ง เรื่องยางก็มีหลายวิธีแก้ แต่จะเร่งรับฟังและพูดคุยกับเกษตรกรสวนยาง และข้อแนะนำสมาชิกหลายข้อที่ถามมาขออนุญาตให้รัฐมนตรีชี้แจง
สำหรับเรื่องการเดินทางไปต่างประเทศ หลายคนอาจจะมองการเดินทางไปผูกกับการส่งออก แต่การเดินทางไปมีวัตถุประสงค์สร้างสัมพันธไมตรี เปิดการค้าขาย
จากนั้น สุเทพ เทือกสุบรรณ สส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ รีบลุกขึ้นอภิปรายเมื่อเห็นยิ่งลักษณ์ จะลุกออกจากห้องประชุม โดยกล่าวว่าขอให้นายกฯ อยู่ฟังสัก 2 นาที ทำให้ ยิ่งลักษณ์ยอมกลับมานั่งฟังอีกครั้ง ท่ามกลาง สส.เพื่อไทยยกมือประท้วง
สุเทพ กล่าวว่า อยากให้นายกฯ มาแก้ปัญหาราคายางพาราด้วยตัวเอง เพราะมอบหมายคนอื่นแก้ไม่ได้ เนื่องจากปัญหาหมักหมมมา 2 ปีแล้ว ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ขณะเป็น รมช.เกษตรฯ เคยมาแถลงในสภา ประกาศว่าจะทำให้ยางพาราขายได้กิโลกรัมละ 120 บาท ก็ต้องพยายามทำตัวเลขนี้ให้ได้
“นายกฯ ต้องลงมาประชุมกับพ่อค้า ผู้ส่งออก เพื่อสร้างความมั่นใจว่าไม่ได้คิดหาเศษหาเลยจากการค้ายาง เพราะถ้านายกฯ พูดทุกคนคงเชื่อ แต่ถ้า ณัฐวุฒิ พูด คงไม่มีใครเชื่อ และนายกฯ ต้องตั้งราคาเป้าหมายว่าจะให้ขายได้ราคาเท่าไหร่ ถ้าไม่ตั้ง 120 บาท ก็อาจจะบอกให้ขายได้ 110 หรือ 105 บาท ก็ประกาศมา และประกาศด้วยว่าใช้เวลากี่เดือน ระหว่างนี้รัฐบาลก็จ่ายชดเชยส่วนต่าง จากนั้นนายกฯ ก็ไปทำสิ่งที่ถนัด คือ เดินทางไปต่างประเทศ ไปพบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เพราะการส่ง ณัฐวุฒิ ไปไม่ได้พบหรอก มันกระจอกเกินไป” สุเทพ กล่าว
สุเทพ กล่าวอีกว่า ถ้าจับมือกับอินโดฯ ได้ก็จะไม่แข่งราคากันเอง นอกจากนี้นายกฯ ต้องเดินทางไปบอกประเทศที่รับซื้อยางพารามากที่สุด เช่น จีน ญี่ปุ่น ว่าต่อไปจะขึ้นราคา เพราะราคาเก่าเกษตรกรอยู่ไม่ได้ เมื่อถึงเวลาก็ปรับตามที่เจรจาไว้ ถือเป็นการให้โอกาสไม่เสียไมตรีต่อกันด้วย หากนายกฯ ประกาศตามที่เสนอ ปัญหาที่ชุมนุมก็จะคลี่คลาย
“นอกจากนี้อย่าไปเชื่อลิ่วล้อที่รายงานว่าผมอยู่เบื้องหลังการชุมนุม ถ้าผมจะร่วมมือ จะประกาศให้นายกฯ รู้ และเดินหน้า ไม่ทำตัวเป็นอีแอบ ขอให้สบายใจได้ วันนี้เขาเดือดร้อนจริงๆ เขารอมา 2 ปีแล้ว และทนรอไม่ได้ ขอร้องอย่าตอบเหมือนสักครู่ว่าใช้เวลา เราให้เวลามา 2 ปีแล้ว คงไม่รอต่อไป” สุเทพ กล่าว
จากนั้น ยิ่งลักษณ์ ได้ขอชี้แจงว่า ต้องขออนุญาตไปก่อน เพราะมี สส.จากสหรัฐอเมริกามาขอเข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาล ส่วนปัญหาดังกล่าวยินดีจะรับฟังและขอให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องชี้แจงต่อไป และได้รีบออกจากห้องประชุมทันที
ขณะที่ ณัฐวุฒิ ได้ขอใช้สิทธิพาดพิงชี้แจงว่า การประกาศให้ราคายางพารา 120 บาทนั้น ไม่ได้เป็นคนพูด โดยช่วงมาเป็นรัฐมนตรีและเข้าร่วมประชุมเป็นครั้งแรก โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็เห็นชอบตามข้อเสนอ และอนุมัติงบ 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อซื้อยางนำตลาดกิโลกรัมละ 120 บาท ตามข้อเรียกร้อง เมื่อออกมาจากห้องประชุม ครม. สื่อได้ซักถาม ก็ตอบและอธิบายความ จึงทำให้ดูเหมือนว่าตนประกาศจะทำราคายางให้ได้กิโลกรัมละ 120 บาท







