posttoday
กบฏม็อบ

กบฏม็อบ

29 สิงหาคม 2556

โดย...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

โดย...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

เวลานี้ไม่ว่าคุยกับเพื่อนและคนรู้จักคนไหน ทุกคนต่างอึดอัดใจไปตามๆ กันกับรัฐบาลชุดนี้ และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เพียงสองปีที่รัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศ ไม่น่าเชื่อว่าสามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศเสียหายได้ถึงขนาดนี้ ประชาชนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า สิ่งที่เขียนมานี้คงไม่เกินความจริง เพราะพรรคพวกที่คุยด้วยก็พูดกันอย่างนี้ทั้งนั้น เรื่องที่ควรทำรัฐบาลกลับไม่ทำ ส่วนเรื่องที่ไม่น่าจะทำกลับขยันทำกันนัก

ถ้าพูดถึง “เศรษฐกิจระดับชาติ” ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจและนึกไม่ออกว่าเศรษฐกิจชาติเสียหายอย่างไร แต่คนที่ห่วงเรื่องนี้คือบรรดานักเศรษฐศาสตร์ นักการเงินการคลัง นักลงทุน นักวิชาการ ฯลฯ เครื่องยนต์แต่ละเครื่องที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติเดินติดขัดรวนไปหมด บางเครื่องทำท่าจะหยุดเดินเอาดื้อๆ ไม่ว่าจะเป็นกำลังซื้อ การผลิต การส่งออก การบริโภคของประชาชนที่เห็นได้ชัดว่ากำลังซื้อของประชาชนลดลง จับจ่ายใช้สอยน้อยลง เหลือการใช้จ่ายของภาครัฐอย่างเดียว แต่เวลานี้รัฐบาลกระเป๋าขาดแล้ว ต้องกู้เงินมาถมต่อแบบถมไม่เต็ม ส่วนคนไทยจะเป็นหนี้อีกกี่สิบปีไม่สนใจ ลูกหลานเกิดมาต้องใช้หนี้อีก 50 ปี ผู้รู้ทั้งหลายมองว่านี่คือสัญญาณที่เศรษฐกิจชาติกำลังก้าวไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย จนหน่วยงานรัฐและเอกชนต้องปรับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงครั้งแล้วครั้งเล่า

เรื่องนี้บรรดากูรูทั้งหลายไม่ได้พูดเอง แต่ดูจากตัวเลขของรัฐบาลนั่นแหละ แม้รัฐบาลพยายามจะโฆษณาชวนเชื่อและใช้กลยุทธ์การตลาดทุกอย่าง รวมทั้งตกแต่งตัวเลขให้ดูดีขึ้น แต่ก็ฝืนความจริงไม่ไหว หากรัฐบาลยังดื้อดึงไม่ฟังเสียงท้วงติงของผู้รู้ซึ่งไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง คงหนีไม่พ้นที่เศรษฐกิจประเทศจะเกิดความเสียหายร้ายแรง แต่รัฐบาลคงไม่สนใจบรรดากูรูเหล่านี้นักเพราะเห็นว่าคงไม่มีปัญญาล้มรัฐบาลได้

แต่สิ่งที่รัฐบาลควรระวังให้มาก คือ “เศรษฐกิจระดับชาวบ้าน” เพราะประชาชนรู้สึกได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องให้ใครมาอธิบายให้ฟัง ราคาผลผลิตทางเกษตรที่ทำรายได้หลักให้ประเทศตกต่ำกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด สินค้าหลักทางเกษตรอื่นๆ ส่วนข้าวที่รัฐบาลดูแลเป็นพิเศษนั้น ชาวนาระดับล่างซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ก็ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะงบประมาณที่ทุ่มลงมานั้นถูกดักช้อนโดยนักการเมืองและพ่อค้าคนกลางไปเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลมุ่งช่วยชาวนาโดยหวังผลทางการเมืองเพราะเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่รัฐบาลลืมไปว่าในประเทศนี้นอกจากชาวนาแล้วยังมีชาวไร่ ชาวสวน และเกษตรกรอื่นๆ อีกจำนวนมาก รัฐบาลมักแก้ปัญหาด้วยปาก ไม่ใช่ด้วยการกระทำ

ในขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคที่ประชาชนต้องกินต้องใช้ในชีวิตประจำวันราคาแพงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ผู้ใช้แรงงานส่วนหนึ่งที่มีรายได้ขั้นต่ำเพิ่มอีกจนครบวันละ 300 บาท ข้าราชการจบปริญญาตรีกลุ่มหนึ่งที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจนถึง 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ส่วนเกินนี้ถูกใช้ไปกับสินค้าที่ราคาแพงขึ้นจนไม่เหลือเงินเก็บ ซ้ำอาจต้องควักเพิ่มด้วยซ้ำ จากนโยบายประชานิยมทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพงขึ้นจนทำให้คนเดือดร้อนทั้งแผ่นดิน รัฐบาลกลับไม่เอาใจใส่ที่จะแก้ไขปัดเป่าความเดือดร้อนของประชาชนซึ่งเป็นความรับผิดชอบหลักของรัฐบาล

เวลานี้เมื่อเราขึ้นแท็กซี่จะพบว่าคนขับมักระบายความอึดอัดใจโดยวิจารณ์นโยบายรถคันแรกของรัฐบาลว่า ทำให้พวกเขาหากินฝืดเคือง เพราะลูกค้าที่เคยใช้บริการหันไปซื้อรถคันแรกหมด เขาบ่นว่ารถติดมากเพราะรถคันแรกออกมาในถนนอีกเป็นแสนคัน ซ้ำราคาก๊าซกำลังจะขึ้นอีก คนระดับชาวบ้านที่รู้สึกแบบคนขับแท็กซี่มีมากขึ้นทุกที เพราะพวกเขาประสบปัญหากับตัวเอง เงินหายากขึ้น แต่ข้าวของแพงขึ้น มีหนี้สินมากขึ้น แต่พอตัวเลขหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น รัฐมนตรีคลังก็โวยวายให้ไปปรับแต่งตัวเลขใหม่ แม้จะปรับแต่งตัวเลขแล้วก็ยังสูงอยู่ดี
ผู้ผลิตสินค้าเกษตรหลักขายผลผลิตได้ราคาต่ำ ผู้บริโภคซื้อสินค้าในราคาแพงขึ้น ประชาชนมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น แต่มีการออมน้อยลง

ประชาชนระดับชาวบ้านเริ่มรู้สึกแล้วว่าความเดือดร้อนได้จู่โจมมาถึงตนและครอบครัวแล้ว จึงไม่แปลกใจว่าทำไมระยะนี้จึงมีม็อบออกมาประท้วงรัฐบาลหลายกลุ่มในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อรัฐบาลมากขึ้นทุกที และแสดงออกโดยการประท้วงเรียกร้อง ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้รัฐบาลได้รับรู้ความเดือดร้อนของประชาชน แทนที่จะรับรู้และหาทางแก้ไข รัฐบาลกลับมองคนเหล่านี้ว่าถูกปลุกปั่นโดยกลุ่มหน้ากากขาวบ้าง โดยพรรคฝ่ายค้านบ้าง และมองคนเหล่านี้เป็นศัตรูต้องการโค่นล้มรัฐบาล บางทีถึงกับกล่าวหาว่าเป็นกบฏไปเลย

สัปดาห์ก่อน อดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งในพรรครัฐบาลออกมาปรามบรรดาม็อบทั้งหลายว่า หากคิดโค่นล้มรัฐบาลจะถูกตั้งข้อหาว่าเป็นกบฏซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต สัปดาห์นี้ โฆษกของพรรครัฐบาลออกมาสำทับม็อบที่กำลังชุมนุมอยู่ขณะนี้ และกลุ่มอื่นที่เตรียมจะชุมนุมต่อไปว่าอาจเจอข้อหากบฏ แทนที่รัฐบาลจะมองว่าคนเหล่านี้เดือดร้อนและรอการแก้ไขจากรัฐบาลมานาน รัฐบาลก็ทำให้ไม่ได้สักที เขาจึงใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ สันติ ตามรัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐบาลได้รับรู้และรีบแก้ไขปัญหาให้กับพวกเขา คนเหล่านี้ไม่ได้ออกมาเผาบ้านเผาเมือง เอาอาวุธมาทำร้ายเจ้าหน้าที่ หรือก่อการจลาจลแต่อย่างใด

การข่มขู่ดังกล่าวถูกมองว่ารัฐบาลกลัวเกินเหตุ เพราะมีเหตุที่จะกลัว เนื่องจากบริหารประเทศผิดพลาดอย่างมากมาย แทนที่จะทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดี ล้วงกระเป๋าไปจะพบเงินเพิ่มขึ้น ฯลฯ ตามที่คุยไว้ ตรงกันข้าม ประชาชนที่เลือกและไม่ได้เลือกรัฐบาลชุดนี้กลับเดือดร้อนโดยถ้วนหน้า แทนที่รัฐบาลจะเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน กลับใช้วิธีการข่มขู่ไม่ให้ประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ให้สังเกตว่า รัฐบาลที่กำลังจนมุมมักนิยมใช้อำนาจเข้าแก้ปัญหา และไม่นานก็พังไปตามระเบียบ

บางคนบอกว่าต้องให้ประชาชนรู้สึกได้ด้วยตัวเอง ในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า เมื่อประชาชนจำนวนมากขึ้นเริ่มรู้สึกถึงความเดือดร้อนจริงๆ แล้วอาจมีม็อบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การปฏิรูปประเทศซึ่งเป็นตลกหน้าม่าน หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ อาจไม่ทันกับประชาชนคนทนไม่ไหวที่จะออกมาเสียก่อน เพราะรัฐบาลมุ่งแต่ตอบโจทย์ของตัวเอง ไม่ยอมตอบโจทย์ของประเทศและของประชาชน

เวลานี้หากใครพูด เขียน ทำในสิ่งที่รัฐบาลไม่พอใจ ขั้นแรกอาจถูก “สั่งสอน” แต่ถ้าทำให้รัฐบาลไม่พอใจมาก อาจถูกข้อหาโค่นล้มรัฐบาลและเป็นกบฏได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท