
เศรษฐกิจดี หรือ เศรษฐกิจไม่ดี
สัปดาห์นี้ คุณอรุณ จิรชวาลา ฝากดิฉันแจ้งแก่แฟนคลับว่า ติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ ขอเว้นวรรคเขียนคอลัมน์ 2 สัปดาห์ กลับมาจะนำเรื่องสนุกๆ มาเล่าให้ฟัง ช่วงนี้คุณผู้อ่านคงจะต้องอยู่กับดิฉันไปก่อนชั่วคราว
สัปดาห์นี้ คุณอรุณ จิรชวาลา ฝากดิฉันแจ้งแก่แฟนคลับว่า ติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ ขอเว้นวรรคเขียนคอลัมน์ 2 สัปดาห์ กลับมาจะนำเรื่องสนุกๆ มาเล่าให้ฟัง ช่วงนี้คุณผู้อ่านคงจะต้องอยู่กับดิฉันไปก่อนชั่วคราว
ตั้งแต่ต้นสัปดาห์เป็นต้นมา นักลงทุนในตลาดหุ้นคงสยองขวัญกับดัชนีหุ้นไทย ที่เวลาไต่เพดานขึ้นไปเป็นขั้นแบบขึ้นบันได แต่ไหงเวลาหุ้นตกกลับลงลิฟต์ซะงั้น ใครที่จิตใจเข้มแข็งก็ไม่หวั่นไหวต่อสีแดงของพอร์ต ก็อยู่นิ่งๆ ส่วนที่จิตตกก็คงไล่ซื้อไล่ขายปรับพอร์ตกันให้วุ่นวาย
เรื่องหุ้นขึ้นหรือตกรายวัน ไม่สามารถนำมาใช้วัดภาวะเศรษฐกิจได้ว่า หุ้นตกคือเศรษฐกิจไม่ดี หุ้นขึ้นคือเศรษฐกิจดี เพราะมีอีกหลายปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้น ทั้งปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ
ดิฉันเจอคำถามว่าเศรษฐกิจไม่ดีจริงหรือ จากพี่น้องและเพื่อนๆ ที่ไม่ได้ทำงานอยู่ในแวดวงการเงินหรือเกี่ยวข้องอะไรกับเศรษฐกิจ แต่ติดตามอ่านข่าวสารหรือดูข่าวโทรทัศน์ ซึ่งฟังการให้สัมภาษณ์จากรัฐมนตรีในรัฐบาลและจากเอกชนต่างๆ ก็รู้สึกสับสนว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ดีกันแน่
จะให้ตอบว่าเศรษฐกิจไม่ดี หรือตอบฟันธงว่าเศรษฐกิจดี ดิฉันก็ตอบไม่ได้ เพราะดีของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ไอ้ครั้นจะยกตัวเลขเศรษฐกิจ จีดีพีขยายตัวลดลง การส่งออกติดลบ เงินเฟ้อหดตัว ดัชนีความเชื่อมั่นภาคเอกชนตกต่ำ มาอธิบายให้ชาวบ้านฟัง เขาก็คงไม่เข้าใจ แถมจะทำให้สับสนยิ่งขึ้น
ดิฉันมักจะอธิบายในเชิงเปรียบเทียบให้ฟังด้วยการใช้ตัวเราเองเป็นดัชนีวัดความมั่งคั่งส่วนตัว
จะวัดว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี เริ่มที่ตัวเราก่อน เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาแต่ละวัน เปิดกระเป๋าสตางค์ออกมาดูแล้ว เรามีเงินมากขึ้นหรือน้อยลง นั่นคือการวัดจากรายได้ของเราว่ารายได้เรายังดีอยู่ไหม แล้วทีนี้ก็มาวัดรายจ่ายว่าเราใช้เงินในการดำรงชีพแต่ละวันเพิ่มขึ้นหรือน้อยลงอย่างไร
ช่วงนี้พอถามใครทุกคนจะตอบตรงกันว่า รายได้ไม่ได้ลดลง สภาพการจ้างงานยังเหมือนเดิม ไม่ถูกตัดโอที ไม่ถูกลดชั่วโมงการทำงาน งั้นมาดูทางด้านรายจ่ายล่ะ ทุกคนพูดตรงกันว่าเหลือเงินออมน้อยลง ทำให้มีเงินไปจับจ่ายซื้อสินค้าที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคอย่าง เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ฯลฯ น้อยลงด้วยเช่นกัน
เมื่อถามว่าอย่างนั้นเรารวยขึ้นหรือจนลง ทุกคนตอบเหมือนกันว่าจนลง เหตุผลที่จนลงก็รู้แล้วว่าต้นเหตุคือข้าวของที่ใช้ในการยังชีพทุกๆ วันมันขึ้นราคาเกือบทุกอย่าง โดยเฉพาะค่าอาหารและค่าเดินทางที่แพงมาก
เวลาคนพูดเรื่องของแพง ดิฉันมักจะได้ยินการนำเอาอัตราเงินเฟ้อมาพูดว่า เงินเฟ้อขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง นั่นไม่ได้หมายความว่าค่าครองชีพของคนลดลง เพราะน้ำหนักสินค้าที่นำไปคำนวณเป็นดัชนีเงินเฟ้อนั้นหลายๆ ชนิด หลายๆ คนไม่ได้ใช้ จะพูดเป็นภาพรวมของเศรษฐกิจนั้นได้ (Macro Economic) แต่จะลงมาพูดเป็นระดับครัวเรือน (Micro Ecomomic) คงจะวัดไม่ได้
เวลาพูดถึงราคาสินค้าแพง จะว่าคนคิดไปเองคงจะไม่ได้ เพราะคนที่เดินดินกินข้าวแกงทุกวันนี้ รู้ซึ้งถึงความแพงของข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันดี แค่ย่างเท้าออกจากบ้านก็เจอค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างขั้นต่ำ 10 บาท นั่งรถเมล์ฟรีเพื่อประชาชนไปทำงานก็จะไปทำงานไม่ทัน นั่งรถตู้ก็เจอค่ารถ 2530 บาท แล้วแต่ใกล้ไกล ควักเงินกินข้าวแกงก็เจอจานละ 4050 บาท ค่าใช้จ่ายจิปาถะอีกมากมาย
ค่าครองชีพที่สูงขึ้นนี้ หากมีรายได้เพียงพอที่จะรับภาระที่เพิ่มขึ้นได้ก็พอทน แต่ถ้ารายได้น้อยกว่ารายจ่ายคงจะเริ่มทุกข์จากปัญหาค่าครองชีพ
สำหรับคนโสดอย่างดิฉัน ไม่มีภาระอะไรแค่ผ่อนบ้าน ก็พอทน เพราะหาคนเดียวกินคนเดียว แต่เห็นคนที่มีครอบครัว มีลูกคนเดียว ขนาดทำงานกันทั้งสามีและภรรยา ยังแทบแย่ เพราะต้องแบกภาระเลี้ยงดูลูกเข้าไปเพิ่ม ยิ่งลูกโตขึ้นเท่าไหร่ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งสูงขึ้นมากเท่านั้น
บางครั้งดิฉันได้ยินผู้มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชนบอกว่า ของไม่แพง อยากจะจูงมือให้เดินไปดูสภาพข้อเท็จจริงว่า มันไม่ได้เป็นอย่างที่พูด ความจริงคือ ประชาชนจะแย่อยู่แล้ว แอบไปส่องดูชาวบ้านเขาบ้างว่าเขาเดือดร้อนกันขนาดไหน
และปัญหาส่วนใหญ่ของคนเมืองที่กำลังเจอปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หอการค้าไทย โพลของสำนักต่างๆ ระบุออกมาว่า หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นมา โดยเฉพาะหนี้ที่เกิดจากโครงการรถยนต์คันแรก ทำให้การบริโภคภาคประชาชนหดตัว
เรื่องนี้ก็เถียงกันไปทางการเมือง ระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาล ทุกครั้งที่ดิฉันได้ฟังคำพูดที่ว่า การเป็นหนี้ซื้อรถยนต์นั้นเป็นการทำให้มีทรัพย์สินมากขึ้น การที่ให้คนชั้นกลางได้สบายบ้าง มันจะตายกันหรืออย่างไร ได้ยินแล้วดิฉันรู้สึกสังเวชใจ และเห็นว่าผู้พูดคิดแต่เพียงด้านเดียว เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณซื้อรถยนต์มาใช้ คุณจะมีค่าใช้จ่ายตามมาราวกับหางว่าว
คนที่ใช้รถหลวง เบิกค่าน้ำมันหลวง มีรถนำขบวน หรือคนที่ใช้รถประจำตำแหน่งของบริษัท ผลักค่าใช้จ่ายการเดินทางเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท ไม่ได้ใช้เงินของตัวเองจ่ายเพิ่มในส่วนนี้จะไม่มีวันเข้าใจเป็นอันขาดว่า รถยนต์เป็นทรัพย์สินที่เสื่อมค่ามากที่สุด ซื้อวันนี้ขายพรุ่งนี้ขาดทุนทันที
เมื่อซื้อรถมาคันหนึ่งจะมีค่าใช้จ่าย ค่างวดเช่าซื้อรถยนต์ ค่าทะเบียนรถยนต์ ค่าประกันภัย ค่าน้ำมัน ค่าที่จอดรถ ค่าทางด่วน ค่าดูแลรักษารถยนต์ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้งอกเพิ่มออกมาเป็นเท่าตัว ยิ่งออกรถมาขับกันเท่าไหร่ รถติดก็ยิ่งเปลืองน้ำมัน
ดิฉันไม่ได้ต่อต้านการมีรถยนต์ หรือเห็นว่าเป็นข้อเสียซะหมด แต่คนที่จะซื้อรถ จะเป็นหนี้ครั้งละหลายแสนบาทควรจะต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อน ไม่ใช่รีบร้อนซื้อเพียงเพราะคิดว่าจะประหยัดเงินได้แสนบาทจากภาษีสรรพสามิตที่รัฐบาลยกเว้นให้
อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงของคนซื้อรถทั้งที่ยังไม่มีความพร้อม และคนที่ตัดสินใจผิดที่รีบซื้อรถแทนที่จะซื้อบ้าน เพราะเมื่อซื้อรถยนต์ไปแล้ว ก็หมดความสามารถที่จะก่อหนี้เพิ่มได้อีก
ถ้าติดกับดักหนี้ไปแล้ว ก็ควรจะตั้งหน้าตั้งตารีบชำระหนี้ให้หมดเร็วๆ จะได้มีเงินเหลือพอไปซื้อความสุขในชีวิตด้านอื่นได้บ้าง ชีวิตจะได้ไม่รันทดจนเกินไป และจะมีกำลังต่อสู้กับข้าวของแพง
วันนี้เหมือนดิฉันมาบ่น โดยไม่มีข้อเสนอแนะอื่นใด แต่เป็นเรื่องที่เห็นว่าหากเราไม่ยอมรับความจริง เราก็จะแก้ไขปัญหาไม่ได้
การที่รัฐบาลคิดแต่เพียงว่าจะกู้เงิน 2 ล้านล้าน ออกมาลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็น่าจะกลับไปคิดว่า นี่คือทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจริงหรือ







